เปลื่ยนความงามที่มาจากธรรมชาติและเคล็ดลับต่างๆจากเรา Blog

0

5 อาหาร ช่วยเพิ่มการเผาผลาญให้ร่างกาย

การเพิ่มความเร็วในการเผาผลาญอาหารในร่างกาย สามารถทำได้ง่าย ๆ
ด้วยการดื่มน้ำในปริมาณที่มากและนอนหลับให้เพียง
นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมา
กขึ้น นั้นก็ คือ การทานอาหารที่เหมาะสม
เพราะในอาหารบ้างชนิดสามารถเพิ่มการผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่า leptin ได้ ซึ่งสาร
leptin เป็นสารที่ช่วยให้ร่างการเผาผลาญได้เร็วขึ้น โดยจะพบอยู่ในอาหารเหล่านี้
1. พริก
มีงานวิจัยพบว่าใน พริก มีสาร capsaicin ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต
เราจึงเหงื่อออกมากว่าปกติเวลาที่ทานอาหารเผ็ด นอกจากนั้นงานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า
พริก สามารถเพิ่มความเร็วในการเผาผลาญอาหารได้มากถึง 25 เปอร์เซ็น
ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้น
2. บร็อคโคลี่

บร็อคโคลี่ เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแคลเซียม
ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายเร่งการเผาผลาญได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น บร็อคโคลี่
ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ, วินตามินซี,วิตามินเค, ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอสระ
เรียกได้ว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างรอบด้านจริง ๆ
3.ข้าวกล้อง และ ข้าวโอ๊ต
ในข้าวกล้อง และ ข้าวโอ๊ต
มีสารอาหารและโครงสร้างคาร์โบไฮเดรตที่ค่อนข้างซับซ้อน
ซึ่งช่วยให้ระดับอินซูลินในร่างกายคงที่
และช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญในร่างกายได้
4. ซุป
มีงานวิชัยหลายชิ้นระบุว่า การทานซุปก่อนที่จะทานอาหารหลัก
จะช่วยลดความอยากอาหารลงได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการทานอาหารโดยไม่จำเป็น
ทำให้ระบบเผาผลาญสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
5. ชาเขียว และ กาแฟ
ทั้งชาเขียวและกาแฟ สามารถเร่งการเผาผลาญได้เหมือนอาหารที่กล่าวมา
เพราะชาเขียวและกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จึงช่วยให้เผาผลาญไขมันได้มากขึ้น
นอกจากนั้นยังลดการเกิดเซลลูไลท์ได้อีกด้วย…

0

เคล็ดลับการมีสุขภาพดี

ในยุคปัจจุบันนี้ มนุษย์เราต้องพบเจอกับสภาวะที่เสี่ยงต่อสุขภาพและโรคภัยมากมาย ทั้งภัยจากมลพิษทางอากาศ
และภัยจากอาหารการกิน ดังนั้นไม่ว่าจะทางไหนที่จะช่วยให้เรารักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีขึ้นได้
เราคงไม่ปฏิเสธ วันนี้บทความจะมาแนะนำถึงการใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้สุขภาพที่ดี

1. หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส คำกล่าวนี้เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์
โดยเขาได้ทำการทดลองให้กลุ่มอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งดูหนังตลกและพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้
จะมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลอดเลือดหัวใจขยายมากกว่าปกติ
และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นถึง 24%

2.ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยอาจเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทะเล เป็นพิเศษ
เพราะอาหารประเภทนี้มีโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยปกป้องสมอง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ

3.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า อาหารมื้อเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญ นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่ายแล้ว
ยังควบคุมปริมาณอาหารในมื้อเย็นให้น้อยลงได้อีกด้วย

4.รู้ปริมาณการกิน หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนัก หรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน
ควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย
จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันทำให้เกิดการอ้วนสะสม

5.รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว
การคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน จึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย นั่นคืออายุ รูปร่าง
ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวมของตัวเอง

6.การสะสมของคราบแบคทีเรียและคราบพลัคภายในช่องปากของเรา
สามารถกลายร่างเป็นมะเร็งสมองและมะเร็งลำคอได้ด้วย โดยการศึกษาของสถาบันวิจัยโรคมะเร็ง Roswell
Park รัฐนิวยอร์ก พบว่า คนที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรังมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสมอง
และมะเร็งลำคอเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยไม่จำเป็นว่าผู้ป่วยจะมีประวัติสูบบุหรี่มาก่อนหรือไม่

7.รู้ส่วนประกอบในอาหาร เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว ควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร
ให้พิจารณาว่ากินแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ อย่างเช่น ข้าวผัดสับปะรด 1 จาน ประกอบด้วย ข้าว
เนื้อกุ้ง หอมใหญ่ พริกหวาน หมูหยอง และผักชีโรย แน่นอนว่าต้องมีซอสปรุงรสและผงกะหรี่ด้วย
พอกินเข้าไปก็จะรู้ว่าจะได้สารอาหารใดบ้าง และสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย จะได้หลีกเลี่ยงนั่นเอง

8.กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ
ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม…

0

การถนอมดูแลดวงตา

ดวงตาคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต และเป้นอวัยวะที่เปราะบางมากที่สุด หากดวงตาไม่ดีหรือใช้งานไม่ได้แล้ว
การใช้ชีวิตประจำวันคงต้องเกิดปัญหาอย่างมาก วันนี้จึงมาแนะนำการถนอมดวงตา เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพดี
1.กระพริบตาบ่อยขึ้น
อาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเกิดจากดวงตาเรากระพริบตาน้อยลง จนทำให้ตาเราแห้ง ขาดความชุ่มชื่น
อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยอัตโนมัติจาก 20 – 22 ครั้ง ต่อนาที เหลือเพียง 6 – 8 ครั้งต่อนาที เพราะฉะนั้น
อย่าลืมกระพริบตาบ่อยๆ หรือใช้น้ำตาเทียมช่วยหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นได้
2.ประคบเบาๆ รอบดวงตา
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือแตงกวาแช่เย็น วางไว้บนดวงตา ประคบเบาไปรอบดวงตา พร้อมหลับตาสัก 2- 3 นาที
ทำ 2 เวลา ก่อนพักเที่ยง หลังเลิกงาน จะช่วยให้ดวงตาเราสบายสดชื่นขึ้น
3.บริหารดวงตา
จ้องไปที่บริเวณปลายปากกาตลอดเวลา ค่อยๆ
เลื่อนปากกาเข้ามาใกล้ดวงตาจนกระทั่งเห็นปลายปากกาเป็นภาพซ้อน จ้องปลายปากกาทิ้งไว้สักครู่
แล้วจึงเลื่อนปลายปากกาให้สุดมืออีกครั้งช้าๆ ทำซ้ำไปมาประมาณ 40 รอบต่อครั้ง ประมาณ 5 ครั้งต่อวัน
4.ใส่คอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี
หากต้องใส่คอนแทคส์เลนส์ ควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตา รวมถึงหลีกเลี่ยงลม
หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้กระทบบริเวณดวงตาหรือใบหน้า
5.ใช้กฏ 20-20-20
ใช้กฏ 20-20-20 คือ ทำงาน 20 นาที พักสายตามองไกลๆ ไป 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
ทำแบบนี่วนไปเป็นประจำ จะช่วยถนอมสายตาได้ดียิ่งขั้น
6.ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
การตรวจเช็กสุขภาพตาที่โรงพยาบาลประจำปี เพื่อวัดความดัน เช็กจอประสาทตาและความผิดปกติ เพราะโรคตา
บางทีอาจแสดงอาการไม่รุนแรง ถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาได้ทันท่วงที
7.อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกินไปในแต่ละวัน ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้า
และมีตาพร่าได้
อาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น
1.ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ
2.ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
3.ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์
4.ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว
5.หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก
6.ธัญพืช
7.ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการรับประทานในสัดส่วนที่เหมาะสม
ในแต่ละสัปดาห์ควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ห่างไกลจากโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันสูง หรือโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งตัวโรคอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อดวงตา หรือมีปัญหาสายตาในอนาคต…

0

นางจุ่ม กินได้ทานดี ชีวีสุขีห่างไกลโรคภัย

นางจุ่ม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยเนื้อแข็ง แตกกิ่งก้านมาก
มีความสูงของต้นได้ถึง 8 เมตร ลำต้นและกิ่งอ่อนเป็นสีเขียว
มีขนสั้นนุ่มขึ้นปกคลุม เปลือกนอกเป็นสีน้ำตาลอ่อน
ตามลำต้นมีหนามทู่ขึ้นกระจายทั่วไปจำนวนมาก
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด
ซึ่งการที่ นางจุ่ม เป็นพืชที่ชอบดินร่วนชุ่มชื้น ระบายน้ำดี
มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดแบบครึ่งวัน
จึงทำให้มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย
พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าผสมผลัดใบ
ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 700 เมตร
ใบนางจุ่ม จะใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน
ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปรี หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม
โคนใบสอบเรียวสั้น ส่วนของขอบใบเป็นคลื่น
แผ่นใบค่อนข้างหนาและเป็นมัน ผิวใบมีขนขึ้นเล็กน้อย
โดยเฉพาะตามเส้นใบ
ดอกนางจุ่ม จะออกดอกเป็นช่อ มีสีเหลืองอมเขียว
แต่ละช่อยาวประมาณ 1.3-4 เซนติเมตร
และในแต่ละช่อจะมีดอกประมาณ 8-16 ดอก
แกนช่อดอกมีขนขึ้นปกคลุมหนาแน่น ดอกมีขนาดเล็ก
ออกดอกช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ทุกปี
ผลนางจุ่ม จะเป็นผลสดเมล็ดเดียวแข็ง
ลักษณะของผลเป็นรูปกลมรี ขนาดเล็ก ปลายและโคนมน
ผิวขรุขระ สีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง
จะติดผลในช่วงประมาณมกราคมถึงมีนาคมของทุกปี
ส่วนสรรพคุณของ “นางจุ่ม”
ในประเทศอินเดียจะใช้ทั้งต้นเป็นยารักษาอาการปวดหลัง
ใช้ใบต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาเบาหวาน
และใช้ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นยาถ่ายพยาธิ
เช่นเดียวกับชนเผ่าทมิฬนาฑู ที่อินเดีย
จะใช้ใบนางจุ่มเป็นยารักษาอาการไข้แกว่ง
ขณะที่ตำรายาไทย “นางจุ่ม” หรือชื่อท้องถิ่น ผักหวานดง
(ชลบุรี), นางชุ่ม มะนาวป่า (ภาคเหนือ), ตาไก่หิน, เถาเดือยไก่,
นมสาว, นางจอง, เหมือดคน
จะใช้เปลือกต้นเป็นส่วนผสมปรุงยาต้มดื่มแก้อาการปวดเมื่อย
และแก้เส้นตึง
นอกจากนี้ ในใบนางจุ่ม ยังพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ได้แก่
Quercetin-3-O-β-rutinoside ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบ ได้แก่
ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ลดไข้ ขับปัสสาวะ
ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และ ปกป้องตับจากสารพิษ
ด้านสารสกัดน้ำและเอทานอลจากใบนางจุ่ม
ที่ระดับความเข้มข้น 200 mg/kg และ 400 mg/kg
จะมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลอง
ส่วนสารสกัดจากส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นนางจุ่ม
มีฤทธิ์ช่วยลดอาการเจ็บปวดของสัตว์ทดลองจากความร้อนได้
ไม่นับรวมการทดสอบโดยใช้สารสกัดน้ำ คลอโรฟอร์ม และ
เอทานอล ของส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นนางจุ่ม
ที่ความเข้มข้นระหว่าง 5-40 mg/mL
พบว่ายังมีฤทธิ์ขับพยาธิตัวกลม
ทำให้พยาธิเป็นอัมพาตและตายได้ด้วย
ขณะเดียวกัน นางจุ่ม
ยังเป็นผักชนิดหนึ่งที่พบวางขายอยู่ในตลาดทุ่งเสลี่ยม
ที่อยู่ระหว่างทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมัดรวมอยู่กับตะแบก
แต่แม่ค้ามักเรียกผักชนิดนี้ว่า “นางโจม”
และบอกว่าเป็นผักที่นิยมนำมาทำแกงหรือใส่ร่วมกับแกงแค
มีรสอร่อยเหมือนผักหวานป่า สามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปี…

0

หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ เพื่อสุขภาพที่ดี

ไขมันทรานส์ คือ กรดไขมันทรานส์ พบได้ในอาหารและขนม เช่น เบเกอรี่ หรือ โดนัท ที่ใช้เนยขาว เนยเทียม
ครีมเทียม หรือมาการีน เป็นส่วนผสม และเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเพิ่มระดับไขมันเลวลดไขมันดีในเส้นเลือด
ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานอีกด้วย กรดไขมัน ทรานส์
เปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชสามารถคงสภาพแข็งตัวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลว
และมีอายุเก็บไว้ได้นานกว่าเดิม
แต่เหตุผลที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะนำเจ้าไขมันทรานส์นี้มาใช้เพราะไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่มีลักษณะไม่เป็นไข
และสามารถทนกับความร้อนได้สูงได้ และยังเก็บไว้นานโดยไม่มีการแปรสภาพอีกด้วย
รวมทั้งให้รสชาติเหมือนกับไขมันที่ได้จากสัตว์และที่สำคัญที่สุด คือ ต้นทุนต่ำเพราะมีราคาถูก
เรียกว่าลงทุนน้อยแต่ได้กำไรเน้นๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ
เลือกที่จะใช้ไขมันทรานส์นี้ในผลิตภัณฑ์หรืออาหารของตนนั่นเอง
ข้อเสียของไขมันทรานส์ คือส่งผลโดยตรงต่อระบบการทำงานของระบบเอนไซม์ในร่างกายของเรา
ทำให้ไขมันชนิดดีในร่างกายของเราลดลงหรือถูกทำลายไป
และเพิ่มจำนวนไขมันชนิดเลวให้แก่ร่างกายและยังไม่สามารถย่อยสลายได้ง่ายเนื่องจากเป็นไขมันแปรรูป
ซึ่งทำให้ตับของเราต้องทำงานหนักเป็นดับเบิลทวีคูณ และนั่นจึงนำมาซึ่งโรคหรืออันตรายจากไขมันทรานส์ เช่น
โรคอ้วน ภาวะความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานอาหารไขมันทรานส์,
เสี่ยงต่อการเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อม,ทำให้นิ่วในถุงน้ำดีอักเสบ,อาจทำให้ผู้หญิงอยู่ในภาวะมีบุตรได้ยากขึ้น
วิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ในอาหาร

1.งดรับประทานอาหารประเภททอดที่อุดมไปด้วยไขมัน โดยเฉพาะอาหารจำพวกจังก์ฟู้ด เช่น เฟรนซ์ฟรายส์,
แฮมเบอร์เกอร์, ขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมทั้งอาหารประเภททอดหรืออาหารที่มีส่วนผสมของมาร์การีน

2.เลือกรับประทานอาหารที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันทรานส์เป็น 0 หรือน้อยกว่า 0.5 กรัม
โดยการอ่านฉลากด้านหลังผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อ

3. จำกัดปริมาณอาหารประเภทไขมัน โดยเฉพาะในอาหารที่มาในรูปของของไขมันแปรรูป
เพราะจะทำให้เราได้รับปริมาณไขมันทรานส์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
อย่างไรก็ตาม นอกจากอาหารจังก์ฟู้ด เช่น เฟรนซ์ฟรายส์, แฮมเบอร์เกอร์, ขนมขบเคี้ยวต่างๆ
รวมทั้งอาหารประเภททอดไขมันทรานส์ ยังสามารถพบได้ในธรรมชาติ จากเนื้อสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง
แต่มักในอยู่สัดส่วนที่น้อยกว่า ไขมันทรานส์จากการเติมไฮโดรเจนหลายเท่า ส่วนในประเทศไทยนั้น
แนวทางที่อาจจะเกิดขึ้นได้เกี่ยวกับการจำกัดไขมันทรานส์ คือ
การกำหนดเกณฑ์ปริมาณไขมันอิ่มตัวสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการติดฉลากนี้ เช่นเดียวกับในหลายประเทศ…

0

4 ผลิตภัณฑ์ใช้บำรุงเส้นผมหลังยืดเสร็จ

สาวผมตรงอยากผมหยิกก็แค่ไปดัดผม สาวผมหยิกอยากผมตรงก็แค่ไปยืดผม
แต่ด้วยจำนวนเงินนั้นก็ไม่ต่ำกว่า 1000 บาทแน่นอน สำหรับผมที่หยิกงอฟูมากๆ
อาจอยู่ได้เพียง 6-8 เดือน และกลับมาหยิกอีกครั้ง
ดังนั้นเรามีสิ่งที่ทำให้คุณช่วยยืดผมเพื่อทำให้เส้นผมตรงดูเป็นธรรมชาติมาบอกกั

สำหรับเส้นผมของคนที่ไม่เคยชินกับสารเคมีเกิดการต่อต้านและแสดงผลลัพธ์ออก
มานั่นก็คือทำให้เส้นผมแห้ง แตกปลาย
สีผมเปลี่ยนไปและจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากไม่ทำการบำรุงรักษาสภาพเส้นผมหลังจาก
การยืดผมทุกครั้งจึงต้องหันมาดูแลและบำรุงสุขภาพของเส้นผมเพื่อไม่ให้สภาพเส้
นผมแย่มากเกินไป
1 ไข่แดง
โปรตีนที่อยู่ในไข่แดงสามารถฟื้นฟูสภาพโครงสร้างภายในให้กลับมามีสภาพที่เงา
งามและดกดำดังเดิมได้แบบตกใจแน่นอน
2 เคราติน ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ครีมบำรุงผมที่ช่วยลดการขาด
หลุดร่วงของเส้นผม

ควรใช้ทุกวันหลังสระผมเสร็จเพื่อปิดเกร็ดผมไม่ให้ความชุ่มชื้นระเหยออกไปจากโ
ครงสร้างภายใน
3 โยเกิร์ต การใช้โยเกิร์ตนั้นเหมาะสำกรับคนที่ต้องการฟื้นฟูสภาพเส้นผมภายใน
1 เดือน ซึ่งจะให้ในการมักวันละ 15 นาทีก่อนล้างออกทุกๆ 2 วัน
4 น้ำผึ้ง น้ำผึ้งมีความหวานที่จะกลายมาเป็นสารอาหารบำรุงเส้นผม
หมักคู่กับโยเกิร์ต สามารถทำให้เส้นผมกลับมามีน้ำหนัก ไม่พันกัน ไม่แห้งฟู
แต่ที่สำคัญต้องล้างให้สะอาดด้วย…

0

สุขภาพ.ความงาม.6 ผัก-ผลไม้สำหรับสาย “รักสุขภาพ”

1. มันเทศญี่ปุ่น
มันเทศญี่ปุ่นจากโครงการหลวงนั้นมีให้เลือกมากถึง 3 สี คือ เหลือง ม่วง
และส้ม ให้รสชาติและรสสัมผัสแตกต่างกันออกไปนิดหนึ่ง
แต่ประโยชน์เสมอกันทุกสายพันธุ์
คือมีสารยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลจึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
มีมิวซินที่ช่วยเรื่องผิวพรรณและช่วยลดคอเลสเตอรอล
มีสารเบต้าแคโรทีนสูงมากช่วยบำรุงสายตา บางช่วงเขายังมีโปรโมชั่นมันเทศ
ที่ปิ้งขายให้เสร็จสรรพ หรือถ้าซื้อกลับมาทำที่บ้านเอง
จัดปาร์ตี้มันม่วงตามเทรนด์ช่วงนี้ก็ได้
2. ฟักบัตเตอร์นัท
บัตเตอร์นัทเป็นผักที่คล้ายน้ำเต้า สีเหลืองสวย
แต่ไม่ได้นิยมนำไปผสมกับวัตถุดิบอื่นเหมือนฟักทองนะ คุณอาจจะหั่นเป็นชิ้นยาวๆ
จี่ในกระทะแล้วกินกับสลัด หรือโรยน้ำตาลทรายแดง
นำเข้าเตาอบให้น้ำตาลละลายเป็นเกรซสีทอง
แล้วรับประทานเป็นจานหลานหลังมื้อหลักก็ได้ บัตเตอร์นัทมีเบต้าแคโรทีน
วิตามินเอ ซี แคลเซียม และเส้นใยอาหารสูง กินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
3. ต้นหอมญี่ปุ่น
ต้นหอมญี่ปุ่นจากโครงการหลวงมีรสหวานติดปลายลิ้น
โดยเฉพาะส่วนโคนสีขาว เท็กซ์เจอร์ซ้อนกันหลายชั้น
นิยมใช้ส่วนนี้มาประกอบอาหาร ตั้งแต่ย่างพร้อมเนื้อสัตว์บนกระทะ
หรือใส่ในหม้อชาบูก็ช่วยเพิ่มความหวานแบบธรรมชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น
ต้นหอมญี่ปุ่นจะให้โปรตีนสูง อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม
รวมถึงวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินเค ช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบ
ลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิต
4. อโวคาโด
อโวคาโดเคยเป็นพืชเมืองหนาว มีราคาแพง มีน้ำหนักประมาณ 250 – 400
กรัมต่อผล เปลือกสีน้ำตาลอมเหลือง เมื่อผ่าออกมา
เนื้อข้างในจะเป็นสีเขียวอมเหลือง กินได้เฉพาะตอนที่สุกแล้วเท่านั้น
รสสัมผัสเป็นแบบครีมมี่ สามารถหั่นใส่สลัด หรือโรยเกลือแล้วกินได้ทันที
ช่วงที่ผ่านมามีกระแสไอศกรีมอโวคาโดที่ขายดีมาก
คุณสามารถเอาคุณประโยชน์ของมันเอาไปปรับใช้ได้เช่นกัน
ประโยชน์อโวคาโดสดสามารถใช้บำรุงผิวพรรณและเส้นผม
ช่วยทำให้คุณมีผิวพรรณที่ชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง มีชีวิตชีวา
อโวคาโดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ
ภายในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย
5. ฟักทองญี่ปุ่น
ฟักทองญี่ปุ่นมีสารพัดประโยชน์ เพราะอุดมไปด้วยใยอาหารและแร่ธาตุ
เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตชั้นดี ให้พลังงานต่ำ
อุดมไปด้วยสารแคโรทีนอยด์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
กินได้ตั้งแต่เด็กเล็กโดยนำไปต้มแล้วบดให้ละเอียด
หรือนำมาทำเป็นส่วนผสมของขนม เช่น บัวลอย หรือขนมปัง
6. เบบี้แครอท
เบบี้แครอท มีเบต้าแคโรทีนมากโดยเฉพาะบริเวณส่วนของเปลือก
ให้วิตามินเอสูงช่วยป้องกันโรคมะเร็ง บำรุงสายตา และดีต่อผิวพรรณ อ้อ……
แนะนำให้กินแบบไม่ต้องปรุงสุก ประโยชน์จะได้ครบ ได้ทั้งสุขภาพและความอร่อย…

0

สูตร “รักแร้ขาว” บอกลาหนังไก่ ด้วยของก้นครัว

นอกจากสาวๆ จะดูแลผิวหน้า ผิวกายแล้ว ก็อย่าลืมดูแลผิวใต้
เพราะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับสาวๆ ไม่ว่าจะใส่เสื้อแขนกุด
เสื้อเปิดไหล่ ก็โชว์ใต้วงแขนได้อย่างเต็มที่ หากรักแร้ดูไม่งาม
เป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนหนังไก่ จะทำไงดีละ ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ
เพราะวันนี้เรามีสูตรที่ช่วยให้รักแร้ของคุณสาวๆ ขาว
ไร้หนังไก่กล้าโชว์ได้วงแขนได้อย่างเต็มที่เราไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า !
สูตรที่ 1 มะขามเปียก + กากกาแฟ + น้ำผึ้ง
นำน้ำมะขามเปียกผสมกับ กากกาแฟ+น้ำผึ้ง ในปริมาณที่เท่ากัน
ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากนั้นนำมาสคลับที่รักแร้
มาส์กให้ทั่วใต้วงแขนโดยเน้นตรงจุดที่ดำ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที
หลังจากนั้แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด
จะรู้สึกได้ว่าใต้วงแขนของคุณสาวๆเนียนนุ่ม ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3
ครั้งเพื่อใต้วงแขนที่ขาวกระจางใส
สูตรที่ 2 โยเกิร์ต + มะนาว
นำส่วนผสมทั้ง 2
อย่างมาคนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกที่รักแร้ไว้ประมาณ 10 นาที
ขัดวนๆอย่างเบามือ 5 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด
เท่านี้รักแร้ของคุณสาวๆก็จะขาวกระจางใสอย่างเป็นธรรมชาติ
เนียนนุ่มกล้าโชว์ ทำเป็นนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
เพราะโยเกิร์ตจะชวยผลัดเซลล์ผิวที่เสียออกไปนั้นเอง
สูตรที่ 3 ขมิ้นผง + นมจืด
ผสมขมิ้นกับนมให้เป็นเนื้อข้นๆ
แล้วนำมาสคลับที่ใต้วงแขนขัดวนๆสักประมาณ 5 นาที
แล้วพอกทิ้งไว้อีก 5 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำที่สะอาด
สูตรนี้ใต้วงแขนคุณสาวะเริ่มขาวขึ้นย่างเห็นได้ชัด…

0

3 อาหารต้องห้ามถ้าอยากอายุยืนยาว

การมีสุขภาพแข็งแรงไม่ใช่แค่เพียงการรับประทานอาหารที่ดีหรือการออกกำลังกา
ยเท่านั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีหลากหลายในปัจจุบัน
อาจจะทำให้เราหลงระริงไปกับสีสันและความหอมหวาน
ซึ่งการหลีกเลี่ยงอาหารที่บั่นทอนสุขภาพก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน
ถ้าอยากมีสุขภาพดีอายุยืน
ลองมาดู 3 อาหารต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยงต่อไปนี้ ที่จะช่วยให้สุขภาพของเพื่อนๆ
1.ขนมกรุบกรอบ อันตรายกว่าที่เราคิดนะครับ ซึ่งมันมี โซเดียม น้ำตาล
และไขมันในปริมาณสูงเกินความต้องการของร่างกาย
หากสะสมในร่างกายจำนวนมากเข้า จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้
โรคหลอดเลือดและโรคหัวใจตามมาได้หลายเท่าตัว
2.น้ำอัดลม
น้ำอัดลมที่วางขายอยู่ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปมีส่วนผสมของสีและรสชาติเทียมที่
ผลิตมาจากสารเคมี เมื่อดื่มเข้าไปในปริมาณมาก
จะทำให้ระบบประสาทถูกกระตุ้นทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวมากเกินไป

สารคาเฟอีนที่อยู่ในน้ำอัดลมจะมีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางหากดื่
มเป็นประจำนอกจากจะเสี่ยงทำให้เกิดโรคเบาหวาน ยังเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้
ทำลายสารเคลือบฟัน อีกด้วย
3.เนื้อสัตว์แปรรูป จากการวิจัยต่างประเทศพบว่าผู้คนไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน
พบว่าคนที่มีอัตราเสียชีวิตสูงเร็วกว่า จะเป็นคนที่กินเนื้อสัตว์เป็นหลัก
โดยเฉพาะหมูเนื้อแดง
หรืออาหารเนื้อสัตว์แปรรูปประจำวันมากกว่าผู้ที่เป็นนักมังสวิรัติ
ซึ่งอาหารจำพวกนี้อุดมไปด้วยไขมัน โซเดียม
สารกันบูดและสารปนเปื้อนที่เราไม่รู้ ทานเข้าไปมากๆ
เสี่ยงเสียเร็วกว่าลูกหลานนะครับ
หากใครไม่อยากให้ตัวเองต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยในอนาคต
การดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ดี…

0

3 อาหารเสริมที่มาแรงแซงโค้งในยุค 2018

 

อาหารเสริมได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยมีเหล่าผู้รักสุขภาพหันมาเลือกซื้ออาหารเสริมกันมากขึ้น และนี่คือเหล่าเทรนด์อาหารเสริมที่มาแรงสุดๆในซีซั่นนี้

 

GOODBYE CHEMICALS and NATURAL

ส่วนใหญ่คนทานอาหารเสริมมักกังวลว่าอาหารเหล่านั้นจะมีส่วนผสมจากสารเคมีเจือปนหรือไม่ทำให้ส่วนใหญ่เลือกที่จะบริโภคอาหารเสริมที่สกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ไม่สารอันตรายปรุงแต่งในสินค้า โดยเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ผู้บริโภคอาหารเสริมในปัจจุบัน และกลุ่มคนที่ต้องการบริโภคอาหารเสริมที่สดใหม่ปลอดภัย และได้คุณภาพ ซึ่งที่ผ่านมาจากการสำรวจวิจัยท้องตลาดพบว่ากว่า 89% มีความต้องการที่จะซื้อาหารหรือเครื่องดื่มชนิดต่างๆที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เลยทีเดียว นอกจากนี้ในกลุ่มคนที่มีรายได้สูงนั้นมักจะเลือกการบริโภคที่อยากได้สินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าจะกังวลเรื่องของราคาสินค้า ขณะเดียวกันเทรนด์เพื่อสุขภาพก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเภทอาหารเสริมที่ทำมาจากผลไม้ โปรตีนพืช หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสีผสมอาหารที่ถูกสกัดจากผัก และผลไม้ที่ให้ทั้งสีสัน และประโยชน์ในการรับประทาน หรือจะเป็นพวกมะพร้าส อัญชัน สาหร่าย เห็ด ขมิ้น ที่ล้วนแล้วแต่เป็นพืชสมุนไพรที่มักถูกนำมาเป็นส่วนผสมวัตถุดิบในอหารเสริมอยู่เสมอนั่นเอง

 

Localisation

ความสดใหม่ สะอาด ปลอดภัยคือหลักสากลที่จะเป็นตัวเลือกของผู้บริโภค และเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ผลิตจำเป็นต้องมีในตัวสินค้าของตัวเอง โดยคำๆนี้เรียกง่ายๆคือการรักษาความสดใหม่ของคุณภาพสินค้าที่ผู้ผลิตสินค้านั้นสามารถส่งตรงสินค้าถึงมือผู้บริโภค ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตในครัวเรือนปริมาณไม่มากนัก และเป็นธุรกิจขนาดเล็ก แต่ส่วนใหญ่จะอัดแน่นไปด้วยคุณภาพ เพราะทำมาจากธรรมชาติแถมยังรับประกันความสดใหม่อย่างแน่นอน

 

Transparency

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ผู้ผลิตอาหารเสริมเท่านั้นหากแต่เป็นที่ที่เหล่าผู้ผลิตหรือคนที่เป็นเจ้าของแบรนด์ต่างๆควรมีเสมอนั่นคือคสามโปร่งใสจริงใจ และซื่อสัตย์ต่อลูกค้านั่นเอง โดยตัวของผู้ผลิตเองนั้นควรจะบอกสรรพคุณที่สินค้าจะสามารถให้ประโยชน์กับลูกค้าได้รวมไปถึงข้อด้อยของสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าด้วยเพื่อประโยชน์ต่อผู้ซื้อ และความน่าไว้ใจของผู้ผลิตเอง โดยเฉพาะส่วนผสมที่ควรมีบอกชัดเจนว่าในตัวสินค้านั้นๆมีส่วนผสมของอะไรบ้างที่อยู่ในสินค้า เพราะบางคนอาจจะแพ้วัตถุดิบบางอย่าง ซึ่งหากไม่มีบอกเมื่อทานเข้าไปก็อาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ดีต่อร่างกายได้รวมไปถึงสารปรุงแต่งที่อาจจะถูกใส่มาในอาหารนั้นๆ กระบวนการผลิตเป็นอย่างไรได้มาตรฐานหรือไม่หรือว่าได้รับการรับรองจากที่ใดเพื่อให้ผู้บริโภคนั้นได้มั่นใจว่าสินค้านั้นมีคุณภาพจริงๆ

 …