เปลื่ยนความงามที่มาจากธรรมชาติและเคล็ดลับต่างๆจากเรา Blog

0

ดูแลจิตใจเด็กที่ถูกทำร้าย เพื่อจัดการกับความกลัว

ปัจจุบันมีข่าวคราวเกี่ยวกับการทำร้ายเกิดขึ้นมากในสังคมไทยอีกทั้งในเด็กรวมทั้งคนแก่
ส่งผลกระทบทั้งกายและใจ ก่อให้เกิดความฝังใจหรือรอยแผลที่ยากจะฟื้นฟูให้กลับมาอย่างเดิมได้
หลายครั้งทำให้คนที่ประสบภัยจากการถูกรังแก มีความหวาดกลัวแล้วก็ระแวงกระทั่งเปลี่ยนเป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิต
สำหรับเหยื่อที่เป็นเด็กเมื่อมีความหวาดกลัวเกิดขึ้นแล้ว บิดามารดาหรือผู้ดูแลควรจะให้การดูแลเอาใจใส่ด้วยความใกล้ชิดและก็เหมาะสม

ความหวาดกลัวของผู้ที่ถูกทำร้าย
เมื่อเจอกับสถานะการณ์ที่กระทบจิตใจ สมองจะพูดว่าสิ่งนั้นอันตรายแล้วก็น่ากลัว
ทำให้เมื่อพบสิ่งที่ดูคล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเผชิญ สมองก็เลยสั่งให้เลี่ยงสิ่งนั้น เช่น เหยื่อที่ถูกข่มขืน อาจกลัวเพศชายและก็หลบหลีกที่จะเข้าใกล้ ฯลฯ

การดูแลจิตใจเด็กที่ถูกทำร้าย
1.บิดามารดาหรือผู้ดูแลจะต้องทำให้เด็กรู้สึกไม่เป็นอันตรายด้วยวิธีต่างๆตั้งแต่คำพูดไปจนกระทั่งความประพฤติ
บางทีอาจบอกเด็กว่าจะอยู่ใกล้ๆไม่ทิ้งไปไหน ในส่วนของการกระทำอาจใช้วิธีกอดเพื่อรู้สึกไม่มีอันตราย เมื่อเด็กเกิดความกลัว
2.หลีกเลี่ยงคำพูดที่พูดว่าเรื่องนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องเล็ก เช่น ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก มันไม่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องกลัว ฯลฯ
3.รับฟังให้มากและแสดงออกถึงความเข้าใจ รับฟังความรู้สึกด้วยการเปิดใจ ไม่ตัดสิน
4.พยายามทำให้เด็กมั่นใจว่าเหตุนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก เช่น ในกรณีที่เด็กถูกล่วงละเมิดในสุขา
บางครั้งอาจจะแนะนำเด็กว่าเวลาเข้าห้องน้ำให้ไปกับเพื่อนหลายคน มีมาตรการชัดเจนที่จะทำให้เด็กรู้สึกไม่มีอันตรายว่าเรื่องนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ฯลฯ
5.ให้เวลาช่วยแก้ไขจิตใจเด็ก อย่าบังคับให้เด็กไปพบกับสิ่งที่กระตุ้นความหวาดกลัวของเด็ก
ถ้าหากเด็กยังไม่พร้อม อย่างเช่น ในกรณีที่เด็กกลัวเพศชายแม้แต่บิดาของตนเอง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนให้เด็กใกล้บิดา
ผู้เป็นบิดาบางทีอาจค่อยๆใกล้ลูก โดยใช้ความสัมพันธ์ของบิดาลูก ให้ลูกค่อยๆปรับภาวะจิตใจ
ทำความเข้าใจว่าบิดาไม่ใช่ผู้ที่อันตรายหรือน่ากลัว แล้วเด็กก็จะรู้สึกวางใจ

นอกเหนือจากการดูแลจิตใจหลังเด็กถูกทำร้าย ยังพบว่าบางครั้งเด็กที่ถูกทำร้ายก็ไม่กล้าบอกใครว่าตนเองถูกทำร้าย
บางทีอาจถูกขู่เข็ญไว้ หรือมีความกลัวด้วยความนึกคิดตนเอง รวมทั้งเหตุผลอื่น นับว่าเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องให้ความใส่ใจเช่นเดียวกัน ด้วยแนวทางต่างๆดังต่อไปนี้
1.สอนให้เด็กรู้เรื่องเกี่ยวกับการดูแลปกป้องสิทธิของตนเองตั้งแต่เล็กๆไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุ
บอกกับเด็กว่าร่างกายของเราเป็นสิทธิของเรา ไม่มีผู้ใดมีสิทธิทำอะไรกับร่างกายเราโดยที่เราไม่อนุญาต
ถ้าเกิดใครมากลั่นแกล้ง ล้อเลียน หรือรังแก จำเป็นต้องบอกบิดามารดาผู้ดูแลในทันที ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม
2.เลี่ยงการบอกถึงบทลงโทษที่น่ากลัวของผู้กระทำร้าย อย่างเช่น ถูกประหาร จำคุก ฯลฯ
ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดผู้ทำร้ายเป็นบุคคลใกล้ตัวเด็ก อย่างเช่น บิดา ตา ปู่ หรือบุคคลอื่น อาจจะทำให้เด็กไม่กล้าบอกเรื่องจริง
เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวจะได้รับบทลงโทษนั้น แต่ให้บอกกับเด็กว่าผู้ที่ทำผิดเป็นบุคคลที่ควรจะได้รับความช่วยเหลือ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ไปรังแกผู้ใดกันอีก
3.หลบหลีกการกล่าวโทษผู้ประสบเหตุให้เด็กฟัง เช่น สาเหตุที่โดนรังแกเพราะเดินคนเดียว
หรือโดนรังแกเพราะแต่งตัวไม่เรียบร้อย ถ้าเด็กกลายเป็นเหยื่อบางทีอาจไม่กล้าบอกใคร เนื่องจากกลัวถูกต่อว่าว่าเป็นเพราะตนเอง…

0

ช้าหรือเร็ว วิ่งอย่างไรให้ลดหุ่นได้ผล

ผู้คนจำนวนมากชอบลดหุ่นด้วยการวิ่งเนื่องจากว่าเป็นแนวทางบริหารร่างกายที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเลิศ
คนจำนวนไม่น้อยมักเกิดปัญหาที่ว่า พวกเราควรจะวิ่งเช่นไรดี แต่ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งแบบไหน
การวิ่งก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อร่างกายในหลายๆด้าน เช่น ทำให้นอนหลับสนิทมากขึ้น ช่วยบริหารการทำงานของปอด
ซึ่งช่วยทำให้ระบบการหายใจดียิ่งขึ้น แถมยังช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง ดีต่อความดันในร่างกาย นอกจานี้
การวิ่งยังสามารถช่วยรักษาอาการภูมิแพ้อากาศและอาการไซนัสอักเสบอีกด้วย
ทั้งนี้ การวิ่งจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากน้อยมากแค่ไหน
ก็ขึ้นกับปัจจัยหลายชนิด อีกทั้งช่วงเวลา ระยะทาง ซึ่งถ้าวิ่งนาน
รวมทั้งวิ่งได้ไกลมาก ก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านี้
น้ำหนักตัวก็เป็นอีกหนึ่งต้นสายปลายเหตุที่ทำให้แต่ละคนเผาผลาญพลังงานได้ไม่เหมือนกัน
ซึ่งถ้าเกิดใครน้ำหนักตัวมาก ร่างกายก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานมากกว่าจ้ะ
ส่วนเรื่องคำถามที่ว่า วิ่งช้าหรือเร็วดีกว่ากัน
อันนี้ก็จำเป็นต้องกลับมาดูที่จุดหมายของการวิ่งจ้ะ
ว่าพวกเราวิ่งเพราะเหตุว่าต้องการลดน้ำหนักหรือต้องการให้สุขภาพแข็งแรง
เพราะว่าการวิ่งเพื่อมีเป้าหมายสำหรับในการลดไขมันภายในร่างกาย
จำต้องวิ่งด้วยความเร็วในจังหวะที่ไม่เร็วมาก แต่ว่าใช้เวลานาน
ระหว่างที่การวิ่งเร็วจนรู้สึกหอบนั้น จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
รวมทั้งช่วยให้เลือดลมสูบฉีดดี ทำให้ลักษณะการทำงานของหัวใจแข็งแรงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การวิ่งนั้น ต้องอยู่ในข้อจำกัดของร่างกายแต่ละคน
โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีโรคความดัน โรคหัวใจ โรคกระดูก หรือผู้มีน้ำหนักตัวมาก
ไม่สมควรบริหารร่างกายด้วยการวิ่ง หรือถ้าเกิดอยากวิ่งก็ไม่สมควรวิ่งเร็วจ้ะ
เนื่องจากว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ทางที่ดีควรจะเปลี่ยนแนวทางด้วยการเดินเร็ว
หรือบริหารร่างกายอย่างอื่นที่ไม่ทำให้หัวใจทำงานหนักเกินความจำเป็นจ้ะ…

0

แนวทางการป้องกัน การเกิดอาหารเป็นพิษ

เมืองไทยเป็นประเทศที่มีลักษณะอากาศหนักไปในทางร้อน ก็เลยทำให้มีโอกาสสูงมากที่จะมีอาการป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ
ด้วยเหตุว่าเชื้อแบคทีเรียแล้วก็จุลินทรีย์จะเริ่มเติบโตได้ดีในที่มีอุณหภูมิสูง
เพราะฉะนั้นพวกเราก็เลยมีแนวทางป้องกันการเกิดอาหารเป็นพิษมาฝากกัน
1. รับประทานอาหารที่ปรุงซึ่งใช้ความร้อนขั้นต่ำ 70 องศาเซลเซียส
แล้วก็จำเป็นต้องปรุงให้สุกอย่างทั่วถึง
2. ล้างมือก่อนจะกินอาหาร ปรุงอาหาร แล้วก็หลังเข้าห้องสุขาทุกครั้ง
ทางที่ดีควรจะล้างมือทุกครั้งภายหลังที่เดินทางกลับมาถึงบ้าน
เพราะพวกเราอาจจะเผลอไปสัมผัสเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น เวลากดลิฟต์ จับราวบันได ฯลฯ
3. แยกของกินที่ยังไม่ได้ผ่านความร้อนออกมาจากของกินที่ผ่านความร้อนเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นในวิธีการเตรียมวัตถุดิบ การแบ่งภาชนะในการใส่ การใช้มีดรวมทั้งเขียง
เพราะว่าการใช้ของด้วยกันสามารถทำให้เชื้อแพร่ไปได้
4. ใช้น้ำที่สะอาดสำหรับการทำกับข้าวแล้วก็ชำระล้างอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเพื่อการทำของกินแล้วก็กินอาหารให้สะอาดที่สุด
และที่สำคัญเลือกกินอาหารที่สดใสอยู่เป็นประจำ
อย่ามั่วแต่จับจ่ายซื้อของราคาถูก เพราะว่าเสียดายเงิน
5. ถ้ามีความสำคัญที่จะต้องกินอาหารใส่ถุงกันร้อน
ควรที่จะเลือกซื้อจากร้านค้าที่อาหารได้รับการปิดด้วยภาชนะที่มิดชิด
นอกเหนือจากนี้ยังจำต้องดูด้วยว่าพ่อค้าหรือแม่ค้ามีอุปกรณ์ป้องกันสิ่งสกปรกต่างๆด้วย อย่างเช่น ผ้ากันเปือน หมวกคุมผม ฯลฯ
แล้วก็ก่อนจะกินอาหารที่ซื้อมาควรจะอุ่นให้ร้อนมากก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคอีกหนึ่งทาง
6. ถ้าต้องการเก็บของกินที่ทานเหลือไว้อุ่นทานต่อควรที่จะเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิด
ที่สำคัญจะต้องเก็บเอาไว้ในที่ๆมีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส
และไม่ควรจะทิ้งของกินปรุงสุกในในอุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมง เนื่องจากว่าอาจส่งผลให้ของกินเสียได้…

0

เรียนรู้ถึงแนวทางปฏิบัติที่ช่วยลดอาการกรดไหลย้อนในร่างกาย

อาการกรดไหลย้อนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย
แน่นอนว่าใครก็ตามคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับตัวเอง
ถ้าอย่างนั้นมาเรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงโรคนี้กัน

ก่อนอื่นมาเรียนรู้กันก่อนว่ากรดไหลย้อนคืออะไร
มันเป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะภายในร่างกายเกิดการไหลย้อนกลับขึ้นมาในห
ลอดอาหาร นั่นจะทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่บริเวณหน้าอก
หรือว่าเกิดอาการขย้อน ซึ่งจะรบกวนต่อการใช้ชีวิตพอสมควร

สำหรับแนวทางการปฏิบัติตัวเพื่อช่วยลดอาการกรดไหลย้อนนั้น
อย่างแรกเลยก็คืออย่ารับประทานอาหารมากจนเกินไป
เพราะว่าจะทำให้กระเพาะเกิดการขยายตัว
และจะเพิ่มแรงดันที่กระทำต่อหูรูดหลอดอาหารในส่วนล่าง
ดังนั้นถ้าเป็นไปได้จึงควรแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อต่อวัน
แทนที่จะเน้นเป็นมื้อใหญ่ จะช่วยให้กระเพาะทำงานไม่หนักมาก
และไม่สร้างกรดออกมามากเกินไปด้วย

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องก็คือไม่ควรทานเร็วเกินไป
พยายามเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนที่จะกลืน
ขณะเดียวกันก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการกร
ดไหลย้อนด้วย อย่างเช่น อาหารทอดที่มีมันมาก, เนื้อที่มีมันมาก, ครีม,
นมที่เต็มไปด้วยมันเนย, ช็อคโกแล็ต, เครื่องดื่มคาเฟอีนต่างๆ, เครื่องดื่มที่มีแก๊ส
ฯลฯ ถ้าหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเหล่านี้ได้ก็จะทำให้เกิดโอกาสเป็นโรคนี้น้อยลง

เมื่อรับประทานอาหารจนอิ่มท้องแล้ว
สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเป็นอย่างมากเลยก็คือการนอนราบไปกับพื้นทันที
เพราะว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้อาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ จะให้ดีควรรอสัก 2-3
ชั่วโมงก่อนที่จะเข้านอน พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึกเข้าไว้
และเมื่อเข้านอนก็ควรหนุนหมอนให้ศีรษะสูงขึ้นมาจากแนวลำตัวพอสมควร
ไม่ควรนอนหงายราบลงไปกับพื้นเลย

การสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไปก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนไ
ด้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานอาหารเข้าไปจนอิ่มท้อง
ดังนั้นจึงควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สบายๆ จะดีกว่า

ในด้านอารมณ์ก็ส่งผลต่อการเกิดอาการกรดไหลย้อนเช่นกัน
แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ถ้าหากว่าเครียดมากจนเกินไป
การใช้ชีวิตในแต่ละวันของเราจะรวน เช่นอาจจะทานอาหารมากขึ้น
จนเป็นเหตุให้เป็นกรดไหลย้อนได้
ดังนั้นจึงควรไม่ให้สภาพอารมณ์ของเราเครียดเกินไปนัก
หาวิธีผ่อนคลายเข้าไว้จะเป็นเรื่องที่ดี

นี่แหละคือแนวทางปฏิบัติที่จะช่วยให้เกิดโอกาสเป็นกรดไหลย้อนน้อยลง
เชื่อว่าถ้าใครที่ทำได้ตามนี้ก็จะอยู่ห่างไกลจากโรคนี้มากพอสมควร…

0

การใช้ชีวิตที่ถูกต้องช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการสายตาสั้นได้

อาการสายตาสั้นเป็นสิ่งที่ใครก็สามารถเป็นกันได้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ส่งผลเสียหายอะไรนัก
แต่มันก็สร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตได้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นลองมาดูวิธีป้องกันดูก่อน
เรื่องของสายตานั้นเป็นสิ่งที่สืบทอดผ่านทางพันธุกรรมอยู่เหมือนกัน
สังเกตได้ว่าถ้าหากว่าพ่อแม่หรือบรรพบุรุษมีอาการสายตาสั้น
เราก็จะมีโอกาสสายตาสั้นตามไปด้วยสูงมาก
แต่หากว่าไม่ใช่อาการทางพันธุกรรมแล้ว
บอกได้เลยว่ามันพอจะมีวิธีป้องกันไม่ให้สายตาสั้น
เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย และไม่เสียบุคลิก
ก่อนอื่นเลยในช่วงวัยเด็กให้หมั่นตรวจเช็คสายตาอยู่เสมอ
ถ้าหากว่าเริ่มรู้ว่าสั้นผิดปกติ ก็ให้ไปตรวจเช็คให้เรียบร้อยที่โรงพยาบาล
เพื่อตัดแว่นมาใส่ ทุกอย่างจะได้ไม่แย่ลงไป
ขณะที่การใช้สายตามากจนเกินไปนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้สายตาสั้นอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจผิดกัน
อย่างเช่นการอ่านหนังสือเยอะ, นอนอ่านหนังสือ,
ใช้คอมพิวเตอร์เยอะ หรือว่าดูโทรทัศน์แบบใกล้เกินไป
นี่คือสิ่งที่เกิดมาจากธรรมชาติของคนคนนั้น ไม่สามารถป้องกันได้
แต่สิ่งที่สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
หรือป้องกันไม่ให้สายตาที่สั้นอยู่แล้วสั้นลงไปอีกก็คือการหมั่นตรวจสุขภาพตาสม่ำเสมอ
ควบคุมดูแลตัวเองไม่ให้อาการป่วยกำเริบหรือว่าแย่ลง
อย่างเช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน หรือว่าความดันโลหิตสูง
เพราะว่าปัญหาสุขภาพในบางอย่างนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้การมองเห็นแย่ลงได้เช่นกัน
เมื่อใดก็ตามที่ออกนอกสถานที่และพบว่าเป็นที่ที่มีแสงจ้า
ควรสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสียูวีเพื่อถนอมสายตา
ขณะที่ถ้าใช้งานสายตาหนักๆ ก็ควรพักบ้างเพื่อไม่ให้เกิดอาการล้า
คอยหมั่นสังเกตด้วยว่าเรามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ เช่นภาพหายกะทันหัน,
เห็นแสงจ้า หรือว่าเกิดจุดดำขึ้นในการมองเห็น
เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ ได้ด้วย
เช่นโรคหลอดเลือดในสมอง, โรคต้อหิน หรือว่าเกิดภาวะกระจกตาลอก
ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้าหากมีอาการก็ควรไปพบแพทย์จะเป็นเรื่องที่ดี
สำหรับอาการที่ช่วยบำรุงสายตานั้นก็คือ อย่างเช่นผักใบเขียว, ผลไม้
รวมไปถึงปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 การงดสูบบุหรี่ก็เป็นเรื่องที่ดี
เพราะว่าจะช่วยให้สุขภาพดวงตาและร่างกายดีขึ้น
ขณะที่ใครก็ตามที่มีอาการสายตาสั้นอยู่แล้ว
ควรที่จะใช้เลนส์ที่เข้ากับค่าสายตาของตัวเอง
พยายามหมั่นวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้เลนส์ที่เหมาะสมที่สุด
ไม่เช่นนั้นทุกอย่างอาจจะแย่ลงได้
นี่แหละคือการใช้ชีวิตที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้สายตาที่สั้นอยู่แล้วแย่ลงไปอีก…

0

มีกลิ่นปากทำอย่างไรดี

ปัญหากลิ่นปาก ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับบุคลิกภาพของทุกคน กลิ่นปากที่มีปัญหานั้น
หากฟังดูผิวเผิน หลายคนอาจจะคิดว่า มักจะเกิดมาจากปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก
แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกมากที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
1.ปัญหาสุขภาพของฟัน เช่น ฟันผุ จนกระทั่งกลายเป็นแหล่งสะสม
ของเศษอาหารที่รับประทานเข้าไปรวมถึงหากมีความรุนแรง ก็จะกลายหนองขึ้นมา
ซึ่งจะทำให้กลิ่นปากรุนแรงมากขึ้นไปอีก
2.โรคเกี่ยวกับเหงือก เช่น ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่หินปูน
ไปจับตัวอยู่บริเวณที่ฐานของฟันเป็นจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นช่องว่าง
ซึ่งทำให้เกิดเป็นการสะสมของเศษอาหารต่างๆดังนั้นควรไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
เพื่อจัดการขูดหินปูนออกให้หมด
3.ผู้ที่กำลังป่วย เช่นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และต่อมทอมซิล ก็อาจทำให้เกิดกลิ่นปากได้
วิธีดับกลิ่นปาก
-ดื่มน้ำเยอะ ๆ น้ำลายสามารถช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุของกลิ่นปากออกไปได้ก็จริง
แต่ถ้าหากเราดื่มน้ำไม่เพียงพอก็จะทำให้น้ำลายหลั่งออกมาน้อย ส่งผลให้เศษอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในปากบูดเน่าได้
-เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 2-3 เดือน
แปรงสีฟันถือเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ดีอย่างหนึ่งเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากก็จะติดไปอยู่กับแปรงสีฟัน
และถ้าเราทำความสะอาดแปรงสีฟันไม่ดี เชื้อเหล่านั้นก็จะยังเจริญเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ
เมื่อเราหยิบมาแปรงฟันอีกครั้งเชื้อเหล่านั้นก็จะกลับเข้าไปอยู่ในปากเพิ่มมากขึ้น
-รับประทานผักสด ๆ ให้มากขึ้น การรับประทานผักสด ๆ อย่างแครอท ขึ้นฉ่าย หรือแอปเปิลสด ๆ
ไฟเบอร์จากผักผลไม้เหล่านี้จะช่วยให้กลิ่นปากหายไปได้
เพราะวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้จะเข้าไปช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้
แข็งแรงทำให้ร่างสามารถสร้างสารที่จะมาต่อสู้กับแบคทีเรียในร่างกายได้มากขึ้น
-บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีง่าย ๆ ในการขจัดกลิ่นปาก
เพราะน้ำเกลือจะเข้าไปช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากและคอออกไปได้
-เลี่ยงทานอาหารที่มีกลิ่นแรง ถ้าการรับประทานอาหารเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากก็ควรหันมาระมัด
ระวังในการรับประทานอาหารมากขึ้น เลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง อาทิ กระเทียม ต้นหอม หรือของหมักดอง
-หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก รวมทั้งงดสูบบุหรี่ด้วย
-อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย…

0

เสลดพังพอนตัวเมีย แก้สิว แก้แผล ได้ผลดีเกินคาด

เสลดพังพอนตัวเมีย เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ลิ้นมังกร ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่),
พญาปล้องคำ (ลำปาง), พญาปล้องทอง (ภาคกลาง), ลิ้นงูเห่า พญายอ (ทั่วไป), โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
เสลดพังพอนตัวเมีย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถา มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆ มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร
ลำต้นมีลักษณะเกลี้ยง ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ลำต้นมีลักษณะกลม ผิวเรียบเป็นปล้องสีเขียว
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำหรือแยกเหง้าแขนงไปปลูก ขณะเดียวกัน เสลดพังพอนตัวเมีย
ยังเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี
มีแสงแดดจัด มีเขตการกระจายพันธุ์ใน จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไทย
โดยในไทยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศ
ส่วน ใบเสลดพังพอนตัวเมีย จะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก
รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ
ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-9 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ
ด้าน ดอกเสลดพังพอนตัวเมีย
ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3-6ดอก กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด
ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ ปากล่างและปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ
โดยกลีบดอกจะเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบดอกนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่ากัน
มีขนเป็นต่อมเหนียวอยู่โดยรอบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยงไม่มีขน
ออกดอกในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม แต่มักจะไม่ค่อยออกดอก
ซึ่ง เสลดพังพอน เป็นชื่อพ้องของพรรณไม้ 2 ชนิด คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย
จะแตกต่างกันตรงที่เสลดพังพอนตัวผู้ลำต้นจะมีหนามและมีดอกเป็นสีเหลือง
ส่วนเสลดพังพอนตัวเมียลำต้นจะไม่มีหนามและมีดอกเป็นสีแดงส้มดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการสับสน
หลายตำราจึงนิยมเรียกเสลดพังพอนตัวเมีย ว่า “พญายอ” หรือ“พญาปล้องทอง” ขณะที่ เสลดพังพอนตัวผู้
จะมีสรรพคุณทางยาอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมียและตำรายาไทยนิยมนำมาใช้ทำยากันมาก
สรรพคุณที่น่าสนใจของ เสลดพังพอนตัวเมีย มีมากมายหลายอย่าง แต่ที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้คือ
ใช้แก้สิวเม็ดผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาดองกับเหล้า แล้วผสมดินสอพองใช้ทาแก้สิวและเม็ดผดผื่นคัน
นอกจากนี้ยังใช้ใบสดประมาณ 5 ใบ นำมาตำพอกบริเวณแผลสัก 10 นาที
ใช้รักษาแผลจากสุนัขกัดมีเลือดไหลได้หรือใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผล แผลจะแห้ง
หรือจะใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้า ใช้เป็นยาพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
จะมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนได้ดีขณะที่อีกตำราระบุว่ายังช่วยรักษาแผลเปื่อยเนื่องจากถูกแมงกะพรุนไฟ แผลสุนัขกัด
และแผลที่เกิดจากการถูกกรดได้อีกด้วยเพียงแค่นำใบไปหุงกับน้ำมัน แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นนั่นเอง…

0

การดื่มน้ำอุ่นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

น้ำนั้นเป็นส่วนสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์
เรียกได้ว่ารองลงมาจากอากาศหายใจเลยก็ว่าได้
เพราะคนเราขาดอาหารอาจจะอยู่ได้ 2-3 สัปดาห์
แต่ทว่าหากขาดน้ำนั้นอยู่ได้อีกเพียงแค่ 3-4 วันเท่านั้นก็จะเสียชีวิต
เนื่องจากว่าร่างกายมนุษย์สูญเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นการดื่มน้ำเพียงวันละ 1 แก้ว
จึงไม่เพียงพอตามความต้องการนี้ เพราะร่างกายมนุษย์อย่างน้อย 60
เปอร์เซนต์ มีน้ำเป็นส่วนประกอบ
อีกทั้งเซลล์ในร่างกายยังใช้น้ำเพื่อรักษาระบบการทำงาน
น้ำยังเป็นตัวหล่อลื่นสำหรับข้อต่อต่างๆ,
ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายเหงื่อและการหายใจ
และสุดท้ายช่วยในเรื่องการขับถ่ายของเสียอีกด้วย
ร่างกายจะสูญเสียน้ำเมื่อขับเหงื่อ, เข้าห้องน้ำ, และแม้แต่หายใจออก
สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น
นั้นมีอะไรบ้างเพราะหลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมนักวิจัยหรือแพท
ย์ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่าน้ำอุ่นมันมีประโยชน์ต่อร่างกาย
1.ช่วยในการล้างสารพิษในร่างกาย
การดื่มน้ำอุ่นสามารถชำระชะล้างสารพิษในร่างกายออกไปได้
เมื่อดื่นน้ำอุ่นเข้าไป ช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น
ช่วยให้เหงื่อออกจึงรู้สึกเย็นลง
ซึ่งเหงื่อที่ไหลออกมานี่ช่วยชะล้างสารพิษออกมาจากร่างกายนั่นเอง
2.ปรับการหมุนเวียนของเลือด
การดื่มน้ำอุ่นช่วยปรับการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
ซึ่งสำคัญเพราะช่วยให้เลือดนำส่งออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ
ไหลผ่านไปสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะทั่วร่างกาย

การไหลเวียนโลหิตที่เหมาะสมสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้
นประสาท แถมยังช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้ดีขึ้นอีกด้วย
3.ช่วยในการย่อยอาหาร
น้ำอุ่นนั้นจะช่วยในระบบการย่อยอาหารให้ดีขึ้น
เพราะจะเข้าไปกระตุ้นต่อมย่อมอาหารทำงานได้อย่างถูกต้อง
ช่วยจัดการกับอาหารในกระเพาะ
ดังนั้นระบบย่อยก็จะไม่ต้องทำงานหนักเกินไป
ทั้งยังใช้พลังงานในกระบวนการย่อยน้อยลง
นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการท้องผูก
เพราะจะไปมีส่วนควบคุมการเคลื่อนตัวของลำไส้ ทำให้มีน้ำเติมตลอด
อันมีส่วนช่วยให้อุจจาระไม่แข็ง
4.ลดอาการหวัดคัดจมูก
เคยสังเกตไหม ทำไมเวลาคนที่ป่วยเป็นหัด
หมอมักจะไม่ให้ทานน้ำเย็นและเลือกน้ำอุ่นแทน
ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีในการรักษาอาการคัดจมูก
น้ำอุ่นช่วยทำความสะอาดโพรงจมูกทำให้รู้สึกโล่งขึ้น
หายใจได้สะดวกไม่อึดอัด
5.หลับง่ายขึ้น
ไม่เชื่อก็ต้องลองดูหากคุณมีปัญหาการนอนหลับ
ลองจิบน้ำอุ่นสักแก้วก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น น้ำอุ่นๆ
ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายขึ้น
ช่วยระงับประสาท ทำให้ง่วงและสงบลงได้
นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกหลับสนิทตื่นมาพบกับรุ่งเช้าอันสดใส…

0

การรักษาสุขภาพตาของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมุ่งมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆทั้งโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
แต่อวัยวะที่ร่างกายต้องใช้ทุกวันอย่างดวงตาบางครั้งจะได้รับความสนใจน้อยกว่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า
ได้มีการสำรวจสุขภาพตาของคนที่มีอายุ 50ปี ทั่วโลก 45 ล้านคนพบว่า 80%มักมีปัญหาเรื่องสายตา
เเละต่อจากนี้ไปคือความผิดปกติทางสายตาที่มีความสัมพันธ์กับอายุที่ผู้สูงวัยควรระวังคือ การเกิดต้อกระจก จะเริ่มตั้งแต่อายุ 40ต้นๆ
การเกิดต้อกระจกเปรียบเสมือนฝ้าที่เกิดขึ้นบนกระจกใส ทำให้มองเห็นไม่ชัดอาการน่าสงสัยของต้อกระจกคือ ตาสู้แสงได้ไม่ดี โดยเฉพาะเวลาขับรถ
เราต้องมั่นดูเเลรักษาสุขภาพตาให้ดีไม่งั้นอาจจะเกิดโรคนี้ได้ การเกิดต้อหิน
จะเกิดจากความดันภายในดวงตาที่สูงกว่าปกติทำให้ดวงตาแข็งเหมือนหิน
เมื่อมองจะเห็นภาพที่อยู่ตรงกลางชัดแต่กลับมองภาพบริเวณรอบๆไม่ได้ ต้อหินมี2ชนิด คือต้อหินมุมปิดและมุมเปิด
ซึ่งเรามักพบต้อหินมุมปิดหรือต้อหินเฉียบพลันในหญิงสูงอายุ
เนื่องจากผู้หญิงมักมีดวงตาเล็กกว่าผู้ชาย
มักมีอาการปวดเมื่อยตามากเวลาที่ใช้สายตามากและมีอาการตาแดงก่อนตามัว
แต่พอได้นอนพักผ่อนอาการต่างๆจะหายไป
เเละสามารถใช้ชีวิตได้ปกติแต่อีกไม่กี่วันก็จะกลับมีอาการใหม่ได้
ในทางตรงกันข้ามต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรัง
พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงมาจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือด
ภาวะสายตาสั้นหรือครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อหิน
ทั้งนี้ต้อหินแบบเรื้อรังอาจเป็นอันตรายมากกว่า เพราะจะไม่แสดงอาการ
ดังนั้นจึงมักตรวจพบได้โดยบังเอิญ
หรือกว่าจะมารักษาก็เป็นมากจนสายเกินแก้และอาจจะรุนแรงได้
เรื่องต่อมาคือการเสื่อมของตาเนื่องจากสูงอายุ
เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น คืออาการเบื้องต้นคือ
มองเห็นภาพรอบๆชัดแต่มองจุดภาพตรงกลางไม่ชัด
ซึ่งเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อชั้นในดวงตาที่อยู่กึ่งกลางของเรตินามีความผิดปกติและ
ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นเอง โรคความดันโลหิตสูง
โคเลสเตอรอลสูง ภาวะน้ำหนักเกินหรือสูบบุหรี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เกิดจากโรคนี้
มีจุดหรือเงาดำในตา ในผู้สูงอายุจะเห็นเป็นจุดหรือเงาดำเล็กๆวิ่งผ่านคล้ายกับมีแมลงหรือยุงบินผ่าน
นั้นคือสาเหตุเกิดจากน้ำวุ้นลูกตาที่อยู่ในตาระหว่างเลนส์กับเรตินาไม่จับตัวแน่
นเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไปตามอายุที่มากขึ้นแม้การมองเห็นจุดดำจะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพตา
แต่ถ้าเห็นจุดดำหรือเงาดำมากขึ้นและการมองเห็นไม่ชัดร่วมด้วยควรจะเข้ามาพบจักษุแพทย์ในทันที
เเละนี้คือโรคทั้งหมดที่เกิดจากดวงตาในผู้สูงอายุซึ่ง ผู้สูงอายุต้องระวังให้ดีในการที่จะเกิดโรคที่เกี่ยวกับดวงตา
เราต้องดูเเลสุขภาพให้เเข็งเเรงอยู่เสมอซึ่งบางครั้งอาจจะต้องดูเเลสุขภาพในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น
เพราะว่าหากดูเเลตัวเองดีเเล้วเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่เเข็งเเรงด้วยดังนั้นเราต้องดูเเลตัวเองให้ดีในทุกส่วนของร่างกาย…

0

4 สูตรช่วยรีดน้ำหนัก ด้วยการคุมอาการ !

การออกกำลังถือว่าเป็นเรื่องดี การคุมอาหารก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการลดน้ำหนักด้วยเช่นกัน
วันนี้เรามี 4 สูตรที่จะช่วยลดน้ำหนักฉบับสาวขี้เกียดออกกำลังกายเพียงแค่คุมอาหาร ทานน้อยแต่อิ่มนาน มีวิธีดังต่อไปนี้ !
1.ใช้ภาชนะที่เล็กลง
เป็นการคุมอาหารขั้นแรก เราควรเลือกถ้วยหรือจานที่เล็กลง จะช่วยให้คุณตักอาหารได้น้อยลงเป็นกลวิธีหลอกสมอง
ที่ง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก หากเราใช้ถ้วยใบใหญ่เราจะตักอาหารในปริมาณที่มาก และอาจเกินความต้องการของร่างกาย
2.ใช้ตะเกียบ
ถึงแม้ว่คนไทยจะชินกับการใช้ช้อนส้อมมากกว่า ลองเปลี่ยนหรือฝึกใช้ตะเกียบให้คล่อง เพราะตะเกียบก็จะบังคับให้คุณ
คีบอาหารได้ไม่เยอะเหมือนตอนใช้ช้อนแน่ ๆ แถมคุณยังโดนบังคับให้กินอาหารช้าลงอีกด้วย แถมยังไม่สามารถตักน้ำแกง
ขึ้นมาซด เพราะว่าส่วนในน้ำแกงนั้นมีโวเดียมในปริมาณมาก ซึ่งมันจะทำให้เราบวมน้ำและอ้วนขึ้นนั้นเอง
3.ใช้จานข้าวสีเข้ม
ทางจิตวิทยาบอกว่าสาวๆจึงควรหลีกเลี่ยงใช้จานสีสันสดใส เพราะจะยิ่งทำให้น้ำย่อยทำงานอยากอาหารมากขึ้นได้
แต่หันมาใช้จานสีเข้มๆ อย่างสีดำ สีน้ำเงิน เพราะจะช่วยทำให้ความอยากอาหารนั้นลดลง
4.อย่าทานหมดจาน
หลังจากทานข้าวหมด ไม่ควรตักเพิ่มทานแต่พออิ่ม ควรจะแบ่งเป็นสัดส่วนไว้กินในมื้อต่อไป
หากยังทานข้าวไม่อิ่มลองหาผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยเพราะจะช่วยให้อิ่มเร็วทานแล้วไม่อ้วน เช่น มะม่วงดิบ แอปเปิ้ล
ชมพู่ ฝรั่ง หรือดื่มน้ำเปล่าตามากๆ ไม่แนะนำให้ทาน ชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวาน นมรสเปรี้ยวเพราะหากกิน
จะยิ่งทำให้อ้วนไปมากกว่าเดิม
นอกจากการควบคุมอาหารแล้ว สาวๆควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง
อย่าลืมทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ด้วยน่ะค่ะ…