Category: Uncategorized

0

ยิ่งออกกำลังกายยิ่งดี

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การออกกำลังกายคือสิ่งที่ดีต่อสุขภาพอย่างมากมาย ทุกๆคนควรหันมาออกกำลังกาย
เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ห่างไกลจากโรค และประโยชน์อื่นๆที่จะตามมาอีกมากมาย
และยิ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
และยังช่วยฟื้นฟูระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย แต่นอกจากการออกกำลังแบบแอโรบิกจะส่งผลดีต่อร่างกายแล้ว
การฝึกความแข็งแกร่งให้ร่างกายก็มีความสำคัญเช่นกัน
มีการศึกษามากมายที่แสดงว่า แม้กระทั่งชายและหญิงที่มีอายุ 90 ปีที่เข้าร่วมการฝึกยกน้ำหนัก
ก็สามารถเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของกระดูก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยป้องกันการหกล้มและอาการบาดเจ็บ
คนเหล่านี้จึงสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม มีผู้สูงอายุร้อยละ 11
เท่านั้นที่สามารถฝึกความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายได้ และผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็มักจะพลาดโอกาสที่จะฟื้นฟูสุขภาพด้วยวิธีการนี้
แต่ถึงกระนั้นก็อยากให้ลองออกกำลังกายแบบแอโรบิก 20 นาที ร่วมกับการยกน้ำหนัก 10 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์
ที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการออกกำลังกายด้วยก็จะดีมาก
หลังจากออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 9 ปี ผู้ใหญ่ที่กระฉับกระเฉงเพียงพอจะมีปัญหาสุขภาพลดน้อยลง
สามารถเล่นกีฬา ยกของหนัก หรือทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ขึ้นบันได หรืออาบน้ำเองได้ โดยนักวิจัยสรุปว่า
จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีความจำเป็นต่อชายและหญิงวัยกลางคนในการคงไว้ซึ่งหน้าที่ทางกายภาพ
ซึ่งต้องอาศัยความสมบูรณ์และสุขภาพที่ดี
สมัยนี้คนที่อายุเกิน 60 ปีบางคนดูแล้วยังแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าฟิตเปรี๊ยะยิ่งกว่าหนุ่มสาวซะอีก
คีย์เวิร์ดสำคัญที่สร้างความแข็งแรงให้กับพวกเขาก็คือ “การออกกำลังกาย” ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพที่ดีได้
แม้ตัวเลขอายุจะมากขึ้นก็ตาม…

0

อาหารเพื่อสุขภาพ มีอะไรบ้าง

อาหารเพื่อสุขภาพคือการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งจะประกอบไปด้วย โปรตีน
คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ ไขมัน โดยแต่ละหมู่ก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป
เช่น โปรตีน ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่างๆ
ซึ่งโปรตีนมีหน้าที่สำคัญคือช่วยในการเจริญเติบโต ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
คาร์โบไฮเดรต จะได้แก่ แป้ง ข้าว ขนมปัง เป็นต้น โดยมีหน้าที่ให้พลังงาน
วิตามิน เกลือแร่ จะได้จากผัก ผลไม้ต่าง
เพราะในผักมีกากใยและไฟเบอร์ที่จะช่วยในระบบขับถ่าย
ไขมัน จะเป็นจำพวกไขมันที่ได้จากพืชและสัตว์ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายของเราอบอุ่น
อาหารที่มีประโยชน์ อาทิเช่น ไข่ไก่ เป็นแหล่งสะสมของโปรตีนคุณภาพสูง
ที่ให้พลังงานแต่ไม่ทำให้อ้วน ช่วยบำรุงสายตา
ถั่ว เป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอด
ไปยังเซลล์ต่างๆของร่างกายและมีไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่ายได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์ที่จะได้รับ
อาหารเพื่อสุขภาพนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการทำให้สุขภาพแข็งแรง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส มีสุขภาพจิตที่ดีเป็นต้น
ซึ่งอาหารเพื่อสุขภาพเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของเราพร้อมที่จะทำกิจกรรมในแต่ละวันได้อย่างเต็มที่
และต้านโรคภัยต่างๆได้เป็นอย่างดี…

0

ประโยชน์ของหัวปลี

 

1. บำรุงเลือด
หัวปลีมีธาตุเหล็กสูง ช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโลหิตจาง
โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์หรือคุณแม่หลังคลอดบุตร
2. ขับน้ำนม
ด้วยสรรพคุณหัวปลีที่ช่วยบำรุงเลือด
ทำให้หัวปลีมีประโยชน์ในการช่วยขับน้ำนมของหญิงหลังคลอดบุตร
โดยให้รับประทานเมนูหัวปลีหลังคลอดใหม่ ๆ จะช่วยขับน้ำนมได้ดีมาก
3. ลดระดับน้ำตาลในเลือด
การศึกษาในวารสาร Phytoterapy Research เมื่อปี 2000
เผยผลการวิจัยฤทธิ์ของหัวปลีกับการลดระดับน้ำตาลในเลือด
โดยทดลองให้หนูกินหัวปลี 0.15-0.25 กรัมต่อน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ตลอดระยะเวลา
30 วัน ซึ่งพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของหนูลดลง และมีระดับฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้ยังอยู่ในขอบเขตของสัตว์ทดลองเท่านั้น
ส่วนการทดลองในคนยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
4. ลดการอักเสบในร่างกาย
ในหัวปลีมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า มีทานอล
ซึ่งงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Science and Biotechnology เมื่อปี 2010 พบว่า
สารสกัดจากหัวปลีมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ค่อนข้างมาก
และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเซลล์ถูกทำลาย
ป้องกันการอักเสบในร่างกายได้
5. ประจำเดือนมามาก หัวปลีช่วยได้
แมัห้วปลีจะมีสรรพคุณบำรุงเลือด แต่สำหรับสาว ๆ
ที่ประจำเดือนมามากเกินไป (ต้องใช้ผ้าอนามัยเกิน 5 ชิ้นต่อวัน)
หัวปลีจะช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือนให้ได้ค่ะ

โดยหัวปลีมีสรรพคุณกระตุ้นร่างกายให้สร้างฮอร์โมนโปรเจสเทอโรน
ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย ช่วยให้ปริมาณเลือดประจำเดือนที่มามาก
มาเกินความจำเป็นลดน้อยลงไปได้
6. ช่วยต้านเศร้า
หัวปลีมีแมกนีเซียม ธาตุอาหารสำคัญที่มีผลรักษาอาการซึมเศร้า
ดังนั้นใครรู้สึกไม่ค่อยดี เหมือนซึม ๆ เศร้า ๆ ลองรับประทานหัวปลีสักเมนูสิคะ
7. รักษาโรคกระเพาะ
ยางจากหัวปลีมีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะอาหาร
โดยวิธีใช้ให้นำหัวปลีมาเผาแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มให้ได้ประมาณครึ่งแก้ว
ใช้เป็นยาเคลือบกระเพาะก่อนรับประทานอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง
สูตรนี้เป็นยาโบราณเลยล่ะค่ะ…

0

10 วิธีเลิกบุหรี่ อย่างเด็ดขาด!!

แม้การเลิกสูบบุหรี่ ดูจเป็นไปได้ยากสำหรับคนที่สูงเองก็ตาม
แต่เชื่อเถอะว่ามันไม่เกินความสามารถของเรา
เพียงแต่อาจจต้องอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้าง
หรือยึดหลักปฏิบัติสักอย่างมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองนั้นทำตาม
วันนี้เราจะพามารู้จักกับวิธีการเลิกสูบบุหรี่ด้วยหลักการ 3 หา 7 ไม่ กัน

1. หาที่ปรึกษา ขอคำปรึกษาจากคนที่คุณรู้จัก
ที่เขาสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จมาแล้ว เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คุณได้ทำตาม
หรือโทรศัพท์ขอคำแนะนำในการเลิกบุหรี่ ที่ 1600

2. หากำลังใจ เชื่อเถอะ! กำลังใจจากคนรอบข้างสำคัญจริงๆ
เพราะมันจะเป็นแรงผลักดันให้คุณพยายามเลิกมันจนสำเร็จ
เพราะฉะนั้นควรบอกคนใกล้ชิดให้ทราบว่า คุณกำลังเลิกบุหรี่อยู่นะ

3. หาเป้าหมาย ลองวางแผนหรือกำหนดวันที่จะเลิกบุหรี่
อาจเป็นวันสำคัญทางศาสนา ที่เป็นที่ยึดเหนียวทางจิตใจ
หรืออาจจะเป็นวันสำคัญในชีวิตของคุณ
อย่างน้อยการนึกถึงสุขภาพที่ดีก็เป็นของขวัญให้แก่ตัวเองได้ดีเลยทีเดียวล่ะ
4. ไม่รอช้า

เตรียมโละอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ทิ้งให้หมด
เปลี่ยนกิจกรรมที่มักทำร่วมกับการสูบบุหรี่ นอกจากนี้ให้เตรียมพวกผลไม้รสเปรี้ยว
หรือขบคบเคี้ยว เพื่อช่วยความอยาก

5. ไม่หวั่นไหว

เมื่อถึงกำหนดวันที่คุณตั้งใจจะเลิกสูบบุหรี่ ให้ลุกขึ้นอย่างสด
พร้อมกับคิดอยู่เสมอว่าคุณกำลังทำในที่สิ่งที่ดีที่สุด
6. ไม่กระตุ้น

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดความอยากที่จะสูบบุหรี่ เช่น กาแฟ
หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

7. ไม่หมกมุ่น

ส่วนใหญ่เมื่อเครียดแล้วคุณก็มักจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบใช่ไหมล่ะ
เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีคลายเครียดซะใหม่ ด้วยการอ่านหนังสือ ออกกำลังกาย
หรือพูดคุยกับคนอื่นบ้าง ก็จะช่วยให้ความเครียดนั้นคลายลง

8. ไม่นิ่งเฉย

ลุกขึ้นมาจัดตารางการออกกำลังกายซะบ้าง อย่างน้อยวันละ 15-20 นาทีก็ยังดี
นอกจากจะทำให้สมองปลอดโปร่งแล้ว
ยังทำให้สุขภาพของหัวใจและปอดแข็งแรงขึ้นด้วยนะ

9. ไม่ท้าทาย

อย่าใจอ่อนด้วยการลองหันกลับไปสูบอีก
รู้ไหมว่าเพียงแค่มวนเดียวก็ทำให้คุณกลับไปติดมันได้อีกโดยที่คุณไม่รู้ตัว

10. ไม่ท้อแท้

หากคุณรู้สึกว่ายังเลิกไม่ขาด หันกลับไปสูบอีก
ก็ไม่ได้หมายความว่าที่พยายามมาทั้งหมดจะล้มเหลวนะ
อย่างน้อยคุณก็เรียนรู้ที่จะปรับปรุงตัว
พยายามสู้ต่อไปเพื่อให้ตัวเองนั้นเลิกบุหรี่ได้อย่างสำเร็จ…

0

วิธีสังเกต ใครเป็นอัลไซเมอร์

1.ความเข้าใจภาษาลดลง ใช้ภาษาไม่ถูกต้อง เรียกชื่อสิ่งของไม่ถูก อาจหยุดพูดกลางคันและไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อ หรือพูดย้ำกับตัวเอง รวมถึงอาจพูดน้อยลง

สับสนเรื่องเวลาหรือสถานที่ อาจลืมว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใดและเดินทางมายังสถานที่นั้นได้อย่างไร

  1. ไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำได้มาก่อน เช่น ลืมวิธีการเปลี่ยนช่องทีวี
  2. บกพร่องในการรับรู้หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ทราบว่าของสิ่งนี้มีไว้ทำอะไร หรือไม่สามารถแยกแยะรสชาติหรือกลิ่นได้
  3. บกพร่องในการบริหารจัดการ และตัดสินใจแก้ไขปัญหา ไม่กล้าตัดสินใจหรือตัดสินใจผิดพลาดบ่อยๆ
  4. บกพร่องในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น อาบน้ำ แต่งตัว ไม่สามารถไปไหนตามลำพังได้
  5. บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง เช่น ซึมเศร้า เฉื่อยชา โมโหฉุนเฉียวง่ายโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน เห็นภาพหลอน หวาดระแวง

ทำอย่างไรให้ห่างไกลอัลไซเมอร์

  1. ไม่ควรอยู่กับบ้านเฉยๆ ควรทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบ
  2. ร่วมกิจกรรมทางสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น อาสาสมัคร ชมรมต่างๆ
  3. ออกกำลังกาย แอโรบิค โยคะ เดินในที่อากาศโปร่ง
  4. เล่นกีฬาที่มีการฝึกสมอง เช่น หมากรุก หมากฮอส ช่วยให้ใจสงบ มีสมาธิ และเป็นการปรับร่างกายให้เข้าสู่ภาวะสมดุลและกระตุ้นสมองให้คิดแล
  5. วางแผน ตัดสินใจ ทำให้สมองแข็งแรงและทำงานอย่างสมดุล
  6. ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวมือ เท้า และประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้เกิดการเชื่อมโยงของระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและสมองส่วนต่างๆ ให้ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ ทำจิตใจให้แจ่มใส และฝึกสมองให้มีการใช้ความคิด ความจำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังดนตรี ร้องเพลง เต้นรำ
  7. สิ่งสำคัญคือต้องดูแลร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้หลากหลาย งดเหล้าและบุหรี่ และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาวะสมองเสื่อม
0

เรียนรู้ถึงแนวทางปฏิบัติที่ช่วยลดอาการกรดไหลย้อนในร่างกาย

อาการกรดไหลย้อนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย
แน่นอนว่าใครก็ตามคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับตัวเอง
ถ้าอย่างนั้นมาเรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงโรคนี้กัน

ก่อนอื่นมาเรียนรู้กันก่อนว่ากรดไหลย้อนคืออะไร
มันเป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะภายในร่างกายเกิดการไหลย้อนกลับขึ้นมาในห
ลอดอาหาร นั่นจะทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่บริเวณหน้าอก
หรือว่าเกิดอาการขย้อน ซึ่งจะรบกวนต่อการใช้ชีวิตพอสมควร

สำหรับแนวทางการปฏิบัติตัวเพื่อช่วยลดอาการกรดไหลย้อนนั้น
อย่างแรกเลยก็คืออย่ารับประทานอาหารมากจนเกินไป
เพราะว่าจะทำให้กระเพาะเกิดการขยายตัว
และจะเพิ่มแรงดันที่กระทำต่อหูรูดหลอดอาหารในส่วนล่าง
ดังนั้นถ้าเป็นไปได้จึงควรแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อต่อวัน
แทนที่จะเน้นเป็นมื้อใหญ่ จะช่วยให้กระเพาะทำงานไม่หนักมาก
และไม่สร้างกรดออกมามากเกินไปด้วย

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องก็คือไม่ควรทานเร็วเกินไป
พยายามเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนที่จะกลืน
ขณะเดียวกันก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการกร
ดไหลย้อนด้วย อย่างเช่น อาหารทอดที่มีมันมาก, เนื้อที่มีมันมาก, ครีม,
นมที่เต็มไปด้วยมันเนย, ช็อคโกแล็ต, เครื่องดื่มคาเฟอีนต่างๆ, เครื่องดื่มที่มีแก๊ส
ฯลฯ ถ้าหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเหล่านี้ได้ก็จะทำให้เกิดโอกาสเป็นโรคนี้น้อยลง

เมื่อรับประทานอาหารจนอิ่มท้องแล้ว
สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเป็นอย่างมากเลยก็คือการนอนราบไปกับพื้นทันที
เพราะว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้อาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ จะให้ดีควรรอสัก 2-3
ชั่วโมงก่อนที่จะเข้านอน พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึกเข้าไว้
และเมื่อเข้านอนก็ควรหนุนหมอนให้ศีรษะสูงขึ้นมาจากแนวลำตัวพอสมควร
ไม่ควรนอนหงายราบลงไปกับพื้นเลย

การสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไปก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนไ
ด้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานอาหารเข้าไปจนอิ่มท้อง
ดังนั้นจึงควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สบายๆ จะดีกว่า

ในด้านอารมณ์ก็ส่งผลต่อการเกิดอาการกรดไหลย้อนเช่นกัน
แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ถ้าหากว่าเครียดมากจนเกินไป
การใช้ชีวิตในแต่ละวันของเราจะรวน เช่นอาจจะทานอาหารมากขึ้น
จนเป็นเหตุให้เป็นกรดไหลย้อนได้
ดังนั้นจึงควรไม่ให้สภาพอารมณ์ของเราเครียดเกินไปนัก
หาวิธีผ่อนคลายเข้าไว้จะเป็นเรื่องที่ดี

นี่แหละคือแนวทางปฏิบัติที่จะช่วยให้เกิดโอกาสเป็นกรดไหลย้อนน้อยลง
เชื่อว่าถ้าใครที่ทำได้ตามนี้ก็จะอยู่ห่างไกลจากโรคนี้มากพอสมควร…

0

การดื่มน้ำอุ่นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

น้ำนั้นเป็นส่วนสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์
เรียกได้ว่ารองลงมาจากอากาศหายใจเลยก็ว่าได้
เพราะคนเราขาดอาหารอาจจะอยู่ได้ 2-3 สัปดาห์
แต่ทว่าหากขาดน้ำนั้นอยู่ได้อีกเพียงแค่ 3-4 วันเท่านั้นก็จะเสียชีวิต
เนื่องจากว่าร่างกายมนุษย์สูญเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นการดื่มน้ำเพียงวันละ 1 แก้ว
จึงไม่เพียงพอตามความต้องการนี้ เพราะร่างกายมนุษย์อย่างน้อย 60
เปอร์เซนต์ มีน้ำเป็นส่วนประกอบ
อีกทั้งเซลล์ในร่างกายยังใช้น้ำเพื่อรักษาระบบการทำงาน
น้ำยังเป็นตัวหล่อลื่นสำหรับข้อต่อต่างๆ,
ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายเหงื่อและการหายใจ
และสุดท้ายช่วยในเรื่องการขับถ่ายของเสียอีกด้วย
ร่างกายจะสูญเสียน้ำเมื่อขับเหงื่อ, เข้าห้องน้ำ, และแม้แต่หายใจออก
สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น
นั้นมีอะไรบ้างเพราะหลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมนักวิจัยหรือแพท
ย์ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่าน้ำอุ่นมันมีประโยชน์ต่อร่างกาย
1.ช่วยในการล้างสารพิษในร่างกาย
การดื่มน้ำอุ่นสามารถชำระชะล้างสารพิษในร่างกายออกไปได้
เมื่อดื่นน้ำอุ่นเข้าไป ช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น
ช่วยให้เหงื่อออกจึงรู้สึกเย็นลง
ซึ่งเหงื่อที่ไหลออกมานี่ช่วยชะล้างสารพิษออกมาจากร่างกายนั่นเอง
2.ปรับการหมุนเวียนของเลือด
การดื่มน้ำอุ่นช่วยปรับการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
ซึ่งสำคัญเพราะช่วยให้เลือดนำส่งออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ
ไหลผ่านไปสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะทั่วร่างกาย

การไหลเวียนโลหิตที่เหมาะสมสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้
นประสาท แถมยังช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้ดีขึ้นอีกด้วย
3.ช่วยในการย่อยอาหาร
น้ำอุ่นนั้นจะช่วยในระบบการย่อยอาหารให้ดีขึ้น
เพราะจะเข้าไปกระตุ้นต่อมย่อมอาหารทำงานได้อย่างถูกต้อง
ช่วยจัดการกับอาหารในกระเพาะ
ดังนั้นระบบย่อยก็จะไม่ต้องทำงานหนักเกินไป
ทั้งยังใช้พลังงานในกระบวนการย่อยน้อยลง
นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการท้องผูก
เพราะจะไปมีส่วนควบคุมการเคลื่อนตัวของลำไส้ ทำให้มีน้ำเติมตลอด
อันมีส่วนช่วยให้อุจจาระไม่แข็ง
4.ลดอาการหวัดคัดจมูก
เคยสังเกตไหม ทำไมเวลาคนที่ป่วยเป็นหัด
หมอมักจะไม่ให้ทานน้ำเย็นและเลือกน้ำอุ่นแทน
ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีในการรักษาอาการคัดจมูก
น้ำอุ่นช่วยทำความสะอาดโพรงจมูกทำให้รู้สึกโล่งขึ้น
หายใจได้สะดวกไม่อึดอัด
5.หลับง่ายขึ้น
ไม่เชื่อก็ต้องลองดูหากคุณมีปัญหาการนอนหลับ
ลองจิบน้ำอุ่นสักแก้วก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น น้ำอุ่นๆ
ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายขึ้น
ช่วยระงับประสาท ทำให้ง่วงและสงบลงได้
นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกหลับสนิทตื่นมาพบกับรุ่งเช้าอันสดใส…

0

นอนหลับให้เต็มที่มีผลดีต่อสุขภาพอย่างไรในระยะยาว

เชื่อว่าทุกคนย่อมมีปัญหาเรื่องอดหลับอดนอนกันเป็นธรรมดา
แต่ถ้าหากว่าสามารถนอนหลับให้เต็มที่ได้ก็จะเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพในระยะยาว
ลองมาศึกษากัน

ด้วยกิจกรรมและภาระหน้าที่มากมายได้บีบให้ผู้คนในปัจจุบันนอนกันน้อยลง
นั่นอาจไม่ได้มีผลอะไรมากถ้าหากว่าอดนอนแค่ไม่กี่วัน แต่ถ้าผ่านมานานมากๆ
แล้วยังนอนได้ไม่เต็มที่ ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะลดน้อยลงไป
ซึ่งนี่แหละจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มาเยือน
ขณะที่อารมณ์ก็แปรปรวน ขาดสมาธิทำงานอีกด้วย

ถ้าอย่างนั้นแล้วการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายดีขึ้นได้อย่างไ
ร? แน่นอนว่ามันจะช่วยให้ร่างกายของเราได้ซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ
ปรับฮอร์โมนในร่างกายให้เกิดความสมดุล
ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของเรา

การนอนหลับให้เพียงพอยังจะช่วยเพิ่มกระบวนการในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่า
งกาย, ช่วยให้ระบบย่อยอาหารในร่างกายได้ทำงานอย่างเป็นปกติ,
ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นไปอย่างปกติ,
รักษาระบบประสาทให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่, เผาผลาญไขมัน
ขณะที่ในด้านอารมณ์ก็ยังช่วยให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า
เครียดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

ขณะที่คนที่รักสวยรักงาน การนอนหลับอย่างเพียงพอก็จะส่งผลดีด้วยเช่นกัน
เพราะว่าสารเมลาโทนินที่ถูกผลิตออกมามากที่สุดในขณะที่เรานอนหลับเวลากลาง
คืน จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังของเราจากสารอนุมูลอิสระทั้งหลาย
ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบ หรือเกิดภูมิแพ้ทางผิวหนังได้

เห็นได้ชัดเจนเลยว่าการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนั้นส่งผลดีต่อสุขภาพขนาดไ
หนในระยะยาว แต่ก็ยังมีหลายคนที่อาจมีปัญหาเรื่องการนอนหลับอยู่

ทางที่ดีก็ควรจะจัดการเวลานอนหลับให้เป็นเวลา
ซึ่งการนอนเต็มอิ่มโดยเฉลี่ยสำหรับผู้ใหญ่แล้วก็จะอยู่ที่ราวๆ 7-8 ชั่วโมง
ควรสร้างบรรยากาศในการเข้านอนให้เหมาะสม ปิดไฟให้มืด
เพื่อให้ร่างกายของเรารับรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว ไม่ควรนำสมาร์ทโฟนไปนอนเล่น
เพราะจะทำให้สมาธิของเราจดจ่ออยู่กับมันจนเกินไป
ซึ่งจะรบกวนการนอนหลับเป็นอย่างมาก

ใครที่มีวิธีผ่อนคลายในแบบฉบับของตัวเอง
ก็ควรทำก่อนนอนเพื่อให้สมองปลอดโปร่ง เช่นการฟังเพลงเพราะๆ
หรือว่าการแช่น้ำอุ่นๆ การนอนหลับจะเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น

นี่ก็คือประโยชน์ของการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
คงจะเห็นกันแล้วว่ามันมีความสำคัญต่อสุขภาพของเราขนาดไหน
ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่ายังนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก็ควรต้องรีบปรับตัวกันได้แล้ว
ค่อยเป็นค่อยไปก็ยังถือว่าเป็นเรื่องดี…

0

กินอย่างไรให้ผอม

ร่างกายคนเรามักเกิดการสะสมของไขมันได้ง่ายหลังอายุขึ้นเลข 3 โดยเฉพาะในผู้หญิงจะพบได้มากกว่าผู้ชาย
ตรงบริเวณส่วนต้นขา สะโพก ต้นแขน เนื่องจากหลายสาเหตุเกี่ยวโยงกัน ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนกระทั่งนอนหลับ
“ร่างกาย ของคนเราและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนต้องพึ่งพาแสงแดด และแสงจันทร์ในการดำรงชีวิต เห็นชัดๆ
จากระบบการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะทำงานตั้งแต่เช้า หากตื่นได้ก่อน 6 โมงเช้า แล้วออกกำลังกายเบาๆ
สักครึ่งชั่วโมง ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีส่วนกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายจะทำงานได้ ดี
และยากที่จะเกิดการสะสมของไขมันที่กินเข้าไป” พญ.มนวรัตน์ พ่อค้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย คลินิกฮาร์โมนี อธิบาย
ส่วนคนที่ตื่นสายเป็นประจำก็ดูกันไม่ยาก มักมีร่างกายเจ้าเนื้อ เพราะฮอร์โมนดังกล่าวทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร
กินเท่าไหร่ก็สะสม ระหว่างวันก็ไม่ค่อยพร้อมที่จะทำกิจกรรมอะไรมากนัก ง่วงนอนง่าย หิวบ่อย
ขณะที่คนไหนใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบกินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ร่างกายจะตื่นตัวในการใช้ชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ดูแลเลย
ฉะนั้น การปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้ทำงานมีประสิทธิภาพ นอกจากตื่นเช้าแล้ว ช่วง 7-8
โมงเช้าก็ควรรับประทานอาหารมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด
เนื่องจากจะส่งผลถึงสมองให้ทำงานสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
โดยมื้อหลังเที่ยงไปแล้วก็ให้เลี่ยงเมนูแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต แต่เลือกกินโปรตีนเบาๆ แทน
จากนั้นมื้อเย็นก็เลือกกินผักผลไม้เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายคล่องในตอนเช้า
“คนส่วนใหญ่มักเน้นมื้อเย็นให้หนัก เพื่อให้รางวัลชีวิตหลังเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน แต่ไม่ออกกำลังกายเลย
แถมถามหมอว่า ทำอย่างไรดีจึงจะผอม? คำถามนี้หมอว่า คนที่ถามน่าจะรู้พฤติกรรมการกินอยู่ของตัวเองดีที่สุดว่า
มีการใส่ใจหรือถูกละเลยอย่างไรจึงเกิดผลเช่นนั้น เพราะถ้าเพียงถามแต่ไม่ลงมือทำ อีก 10
ปีก็มีแต่จะน้ำหนักเพิ่มแน่ๆ” คุณหมอกล่าว
อาหารเป็นปัจจัยทำให้อ้วนได้ 70-80% การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญพลังงานที่กินเข้าไปได้แค่ 20% เท่านั้น
วิธีที่กินแล้วไม่อ้วน ผู้ กินก็ต้องจัดสรรเรื่องเวลาให้เหมาะสม ด้วยการทิ้งช่วงห่างกับการนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง
เพื่อให้ลำไส้มีเวลาพอที่จะย่อยอาหารได้เสร็จสมบูรณ์และนอนหลับสนิท ไม่ปวดท้องจากการกินมากจนนอนไม่ได้
มื้อเย็นควรกินให้เสร็จก่อน 6 โมงเย็น เพราะขณะที่นอนหลับลำไส้ของเราจะหยุดทำงานไปด้วย
คนไหนกินก่อนนอนปริมาณมากๆ ร่างกายจะย่อยไม่ทันและเกิดการหมัก
สุดท้ายร่างกายก็ดูดซึมกากอาหารเหล่านั้นกลับเข้ามาหมุนเวียนในร่างกาย
จนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเรื่องการอุดตันอวัยวะต่างๆ ตามมาในอนาคต
การนอนที่จะได้ประโยชน์นั้น ควรเว้นห่างจากมื้อเย็นไปแล้ว เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ได้พักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยปิดแสงไฟอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ให้หมด
เพื่อให้เกิดความมืดและสมองสั่งการให้ร่างกายหลับ ซึ่งเวลาที่เหมาะสมควรเป็นช่วงก่อน 4 ทุ่ม
เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมร่างกาย
คงความเยาว์วัยอยู่กับเรานานๆ
“การนอนทำให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้ดีที่สุด
หมออยากให้ทุกคนหันมาตระหนักเรื่องการใส่ใจสุขภาพให้ มากขึ้น ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ ลองตื่นเช้าดู นอนเร็ว
ไม่กินดึก เชื่อว่าน้ำหนักของหลายคนที่ทำตามต้องลดแน่ๆ โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริม หรือคอร์สลดน้ำหนัก
ซึ่งระยะยาวหากเจ้าตัวไม่ได้คิดจะปรับพฤติกรรมของตัวเองก็จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิม”
คำแนะนำจากแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย…

0

การดูแลรักษาสุขภาพฟัน เรื่องง่ายๆ ที่ใครหลายคนอาจมองข้าม

เชื่อว่าทุกคนคงจะแปรงฟันกันทุกวันอยู่แล้ว
แต่อันที่จริงการดูแลรักษาสุขภาพฟันมันมีอะไรที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก
ลองมาศึกษากันเลยในเรื่องง่ายๆ ที่ใครหลายคนอาจมองข้าม

ฟันของคนเรานั้นมีการใช้งานที่ค่อนข้างหนักในแต่ละวัน
เพราะมันจะถูกใช้บดเคี้ยวอาหารอย่างหนัก แน่นอนว่ามันย่อมต้องมีคราบสกปรก
หรือมีการสึกหรอกันไปบ้างอยู่แล้ว นี่คือเรื่องจำเป็นที่ทำให้เราต้องดูแลสุขภาพฟัน
รวมไปถึงสุขภาพเหงือกกันให้ดี

ถ้าหากว่าเราปล่อยปละละเลย เราจะมีปัญหาเรื่องต่างๆ ในช่องปากอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นคราบหินปูน, ฟันผุ หรือว่าเหงือกอักเสบ มันอาจจะนำไปสู่โรคอื่นๆ
ได้อีกด้วย
นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เราต้องใส่ใจกับสุขภาพในช่องปากของเรามากเป็นพิเศษ
ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ยากหรือวุ่นวายอะไรเลย

เริ่มแรกก็คือสิ่งที่ทุกคนทำกันอยู่แล้ว นั่นก็คือการแปรงฟัน
จะให้ดีก็ควรแปรงอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หรือถ้าใครที่รักความสะอาดหน่อย
จะแปรงหลังรับประทานอาหารมื้อเที่ยงด้วยก็ยังได้
มันจะช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียต่างๆ ที่มาจากคราบอาหาร
ซึ่งนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เราฟันผุและเป็นโรคเหงือก

สำหรับแปรงสีฟันให้เน้นแปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม
เพราะจะช่วยถนอมเหงือกของเราไม่ให้บอบช้ำ
ขณะที่ยาสีฟันก็ควรใช้ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ด้วย
นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ไหมขัดฟันเพื่อรักษาความสะอาดในส่วนที่แปรงสีฟันไ
ปไม่ถึงได้ด้วยเช่นกัน
ขณะที่การทำความสะอาดลิ้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้สุขอนามัยในช่องปากของเราดีขึ้น
อีกทั้งยังช่วยลดกลิ่นปากได้อีกด้วย

การดูแลสุขภาพฟันนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่แม้ว่าเรามั่นใจว่าดูแลดีแล้ว
แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะมีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นได้
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะพบทันตแพทย์เมื่อใดก็ตามที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
เช่นมีกลิ่นปากหนักขึ้นเรื่อยๆ
เพราะบางทีมันอาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเรากำลังมีปัญหาอะไรอยู่ก็ได้
ขณะที่การขูดหินปูนก็ควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง
เพื่อให้สุขภาพในช่องปากของเราดีขึ้น

นี่แหละคือการดูแลรักษาสุขภาพฟัน เห็นได้ชัดเลยว่ามันเป็นเรื่องที่ง่ายเอามากๆ
แต่บางครั้งเราก็อาจที่จะมองข้ามมันไป นั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย
มาปรับวิธีคิดในการดูแลสุขภาพฟันกันใหม่
เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้ไม่มีปัญหาในช่องปาก หรือถ้าจะมีจริงๆ
อย่างน้อยก็เตรียมรับมือกับปัญหาได้ทันเวลา…