Category: สุขภาพ

0

กินอย่างไรห่างไกลเบาหวาน จาก ร.พ.กรุงเทพ

การเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ช่วยป้องกันและชะลอภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานได้แนวทางในการดูแลสุขภาพสำหรับผู้เป็นเบาหวาน มีดังนี้

1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว
การเลือกกินอาหารชนิดต่างๆหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน
ให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน
และเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
กินอาหารแต่ละหมู่ในปริมาณใกล้เคียงกันทุกวันอาหารแต่ละมื้อควรกินให้ห่างกัน
ประมาณ 4 – 5 ชั่วโมงและไม่งดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งนอกจากนี้สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือดูแลน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน
การวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษพบว่าในผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2หากปล่อยให้ตนเองอ้วนจะบั่นทอนชีวิตให้สั้นลงอีก 8
ปีการลดน้ำหนักที่ดีควรจะลดช้าๆ และสม่ำเสมอจะปลอดภัยกว่าลดน้ำหนักเร็วๆโดยทั่วไปอัตราการลดน้ำหนักที่เหมาะสม และไม่มีอันตรายคือสัปดาห์ละ 0.5
กิโลกรัม ข้อมูลวิจัยชี้ให้เห็นว่าการลดน้ำหนักเพียง 5-10%ของน้ำหนักเดิมสามารถเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ลดความดันโลหิต ลดไขมันและลดความเสี่ยงอื่นๆจากโรคอ้วนได้

2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ
ชนิดและปริมาณของแป้งเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เป็นเบาหวานต้องคำนึงถึงเนื่องจากมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
แม้ว่าอาหารจำพวกแป้งซึ่งได้แก่ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เมล็ดธัญพืชผักที่มีแป้งมาก และ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสได้ก็ตาม
แต่อาหารกลุ่มนี้ก็เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับเพื่อให้มีแรงในการทำงาน ดังนั้นผู้เป็นเบาหวานก็ไม่ควรงดอาหารจำพวกแป้ง
แต่ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และควรเลือกบริโภคชนิดที่ไม่ได้ขัดสีหรือผ่านการขัดสีเพียงเล็กน้อย เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท
และธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด เพราะทำให้ได้วิตามินแร่ธาตุตลอดจนใยอาหาร ปริมาณที่แนะนำคือข้าว-แป้งวันละ 6-11 ทัพพี

3. กินผักให้มากและกินผลไม้เป็นประจำ
ผักและผลไม้เป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ใยอาหารสารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีที่ช่วยป้องกันเบาหวาน
เส้นใยอาหารยังช่วยในการชะลอการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดในเลือด ดังนั้นจึงควรกินผักผลไม้เป็นประจำทุกวัน
โดยเฉพาะผักซึ่งเป็นอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย ให้พลังงานต่ำควรกินวันละ 2 ½ ถ้วยตวง หรือเท่ากับผักสุกประมาณ 5 ทัพพี
ส่วนผลไม้นอกจากจะมีใยอาหารแล้ว ยังมีน้ำตาลตามธรรมชาติของผลไม้อยู่ด้วยแม้ว่าผลไม้บางชนิดจะมีรสชาติไม่หวานก็ตาม
ดังนั้นการกินผลไม้ปริมาณมากจะทำให้ได้รับพลังงานมากมีผลต่อน้ำหนักตัวและในผู้เป็นเบาหวานยังส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
ควรกินผลไม้วันละ 3 – 5 ส่วน (ผลไม้ 1 ส่วน เท่ากับ ผลไม้ 1 ผลกลาง เช่น ส้ม 1ผล หรือ กล้วยน้ำว้า 1 ผล หรือ ผลไม้หั่นชิ้นพอคำ 6 – 8 คำ)
และควรหลีกเลี่ยงผลไม้เชื่อม แช่อิ่ม กวน ตากแห้ง ดอง และผลไม้กระป๋องเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง และอาจมีเกลืออยู่ด้วย

4. กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ
อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของโปรตีน
ควรรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
เลือกรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดหนังและมัน และหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ไขมันสูง เช่น
ซี่โครงหมู คอหมู หมูยอ กุนเชียง หรือ ไส้กรอก เพื่อลดปริมาณไขมันอิ่มตัว
และคอเลสเตอรอล เป็นการควบคุมระดับคอเลสเตอรอล และไขมันในเลือด
ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ ควรกินเนื้อสัตว์วันละ 6 – 12
ช้อนโต๊ะนอกจากนี้โปรตีนจากพืช เช่นถั่วเมล็ดแห้งยังเป็นแหล่งของใยอาหารด้วย

5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย
นมเป็นแหล่งของโปรตีนและแร่ธาตุสำคัญคือ แคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
นมและผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็มจะมีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง
ควรเลือกดื่มนมและผลิตภัณฑ์นมพร่องไขมัน หรือขาดไขมัน วันละ1 – 2 แก้ว
ผู้ที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงนมเปรี้ยว นมปรุงแต่งรสหรือนมที่เติมน้ำตาลทุกชนิด

6. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร
ไขมันเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ทำให้ร่างกายอบอุ่น มีกรดไขมันจำเป็น
และช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดีวิตามินอี และ วิตามินเค ไขมันแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามชนิดของกรดไขมัน คือ
ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง และไขมันอิ่มตัวควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และ คอเลสเตอรอล
ซึ่งพบในไขมันที่มาจากสัตว์ เครื่องในสัตว์ กะทิ อาหารทอด ไอศกรีมรวมถึงไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันพืชที่มีการดัดแปลงให้เป็นของแข็ง เช่น
มาการีน เนยขาว ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ขนมอบ เช่น เค้ก คุกกี้เป็นต้น เนื่องจากทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้นได้
ควรเลือกใช้ไขมันไม่อิ่มตัวทั้งสองชนิด ซึ่งพบมากในน้ำมันพืช ปลาและถั่วเปลือกแข็ง เช่น ถั่วลิสง อัลมอนด์ และ เม็ดมะม่วงหิมพานต์
ในปริมาณพอควร เนื่องจากไขมันทุกชนิดให้พลังงานเท่ากันหากกินมากจะทำให้ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้
ควรเลือกวิธีประกอบอาหารที่สามารถลดไขมันได้ คือ วิธีต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง อบ ยำและผัดโดยใช้น้ำมันน้อยๆ

7. หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด และเค็มจัด
น้ำตาลทรายจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปของซูโครสเมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกย่อยเป็นกลูโคสและฟรุกโทส
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เป็นเบาหวานจึงควรหลีกเลี่ยง
ในขนมหวานต่างๆจะประกอบไปด้วย น้ำตาล แป้ง และไขมัน
ซึ่งมักเป็นไขมันอิ่มตัว การรับประทานขนมหวานเป็นประจำ
อาจเป็นเหตุให้ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ อาหารเค็มอาจส่งผลทำให้ความดันโลหิตสูงได้
ควรหลีกเลี่ยงอาหารอาหารเค็มจัด เช่น อาหารประเภทหมักดอง เช่น ผักดอง
ผลไม้ดอง กะปิ ปลาเค็ม ปลาแห้ง หมู/เนื้อแดดเดียว อาหารแปรรูป เช่น หมูหยอง
หมูแผ่น ไส้กรอก หมูยอ และ ควรใช้เครื่องปรุงรสต่างๆ เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา เกลือ ผงชูรส ซอสปรุงอาหาร น้ำจิ้มต่างๆ แต่น้อย

8. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ผู้เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปจะทำอันตรายต่อตับ เพิ่มความดันโลหิต
ทำลายสมอง และนำไปสู่มะเร็งชนิดต่างๆ
ในผู้เป็นเบาหวานหากต้องการดื่มควรปรึกษาแพทย์ก่อน และไม่ควรดื่มเป็นกิจวัตร
โดยอาจดื่มเป็นครั้งคราวในงานสังสรรค์หรือโอกาสพิเศษ
ทั้งนี้หากต้องการดื่มในผู้หญิงควรดื่มครั้งละไม่เกิน 1 ดริ้ง
ส่วนผู้ชายควรดื่มครั้งละไม่เกิน 2 ดริ้ง โดยปริมาณ 1 ดริ้ง เท่ากับ วิสกี้ 45
มิลลิลิตร ไวน์ 120 มิลลิลิตร หรือ เบียร์ 360 มิลลิลิตร
หลีกเลี่ยงการชงกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและห้ามดื่มขณะท้องว่างเพราะอาจทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำและช็อกได้…

0

วิธีดูแลผมให้สวยตลอดหน้าฝน

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ นอกจากต้องดูแลเรื่องสุขภาพกายไม่ให้เป็นหวัดแล้ว
ผิวบริเวณหนังศีรษะก็สำคัญไม่แพ้กัน
เพราะหนังศีรษะและผมเราต้องสัมผัสกับสิ่งสกปรกที่มากับน้ำฝน ทำให้เกิดความอับชื้น
พร้อมปัญหาคันตามศีรษะและรังแคตามมา เราลองมาดูวิธีดูแลผมในช่วงหน้าฝนเพื่อให้ผมมีสุขภาพดีกันดีกว่า

1. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม
ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม เช่น เจล มูส หรือแว็กซ์ มักมีส่วนผสมของสารเคมี
นอกจากจะทำให้ผมฟีบ แบนและมันแล้ว มันยังดักจับสิ่งสกปรก
อย่างฝุ่นละอองที่มีมากในช่วงหน้าฝน ให้มาติดเส้นผมและหนังศีรษะเราได้ง่ายขึ้น
และอาจทำให้หนังศีรษะติดเชื้อ เกิดอาการคันตามหนังศีรษะ หรือรังแคได้

2. เมื่อผมเปียกฝนแล้วอย่าลืมสระผม
น้ำฝนเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกและมีความเป็นกรด หากผมเปียกจากน้ำฝน
ควรรีบสระผมทันทีเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว เพราะว่าถ้ายิ่งปล่อยทิ้งไว้
อาจทำให้เกิดปัญหาผมอื่นๆ ตามมา เช่น คันตามหนังศีรษะ รังแค หรือปัญหาผมร่วง

3. ใช้ครีมนวดผมเพื่อจัดการผมชี้ฟู
ความชื้นที่มาพร้อมกับหน้าฝน เป็นสาเหตุให้ผมแห้งและหยาบกระด้าง ผมจะฟู
และจัดทรงยาก ดังนั้น นอกจากสระผมด้วยแชมพูแล้ว ควรใช้ครีมนวด
เพื่อเพิ่มมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้กับเส้นผม ให้ตรงสลวย จัดทรงง่ายยิ่งขึ้น

4. พยายามทำผมให้แห้งอยู่เสมอ
อย่างน้อยหลังจากเปียกฝนหรือหลังจากสระผมเสร็จ เราก็ควรเป่าผมให้แห้งอยู่เสมอ
เพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็นอับชื้น มีข้อควรระวังเล็กน้อย คือ
หากใช้ไดร์เป่าต้องระวังอย่าใช้ความร้อนมากเกินไป เพราะผมอาจแห้งเสียได้ รวมถึง
การหวีผมในขณะที่ผมเปียก จะทำให้ผมขาดหลุดร่วงได้
ทางที่ดีควรเลือกใช้หวีไม้ฟันห่างๆ หวีสางไม่ให้ผมพันกันหลังจากที่ผมแห้งแล้ว

5. กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม
กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อเส้นผม โดยเน้นทานอาหารที่มีโปรตีนเป็นหลัก เช่น นม ไก่
ไข่ หรือผักที่มีโปรตีนสูง อย่างถั่วฝักยาว ถั่วประเภทต่างๆ
เพราะอาหารที่มีโปรตีนจะช่วยทำให้ผมแข็งแรง เปราะบางน้อยลง

6. ระวังไม่ให้ผมเปียกฝน
วิธีที่ดีที่สุด คือ การปกป้องผมไม่ให้เปียกฝน
ถือเป็นการหลีกเลี่ยงสิ่งสกปรกจากน้ำฝนได้เป็นอย่างดี เช่น
การกางร่มหรือสวมชุดกันฝน หรือถ้าเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี ฝนทำท่าจะตกแรงมากๆ
ก็ควรหยุดรอในที่ร่ม รอให้ฝนซาก่อน เป็นวิธีที่ดีที่สุด…

0

เทคนิคการรักษารอยสิว รอยแดงบนใบหน้า

หากใครมีอาการหน้าแดงจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานานจนเกิดอาการผิวลอก ร้อน บวมแดง
อาการลักษณะนี้สามารถบรรเทาอาการแรกเริ่มได้ด้วยการปรับอุณหภูมิบนผิวหนัง
ด้วยผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีอาการแสบร้อน ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดเท่านั้น
หลังจากอาการบวมแดงหายไปเราสามารถใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไร เซอร์ฃ ทาครีมกันแดด
และหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด การเกิดรอยแดงบนผิวหน้าจากการเผาไหม้ที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งอาการ กระ ฝ้าในภายหลังได้
การดูแลรักษารอยแดง

1.สูตรมาสก์หอมแดง
เป็นสมุนไพรที่ขึ้นชื่อมากในเรื่องของการลดรอยแดงรอยดำจากสิว ครีมลดรอยสิวแทบทุกตัว
เพียงแค่นำหอมแดงมาฝานออกเป็นแว่น ๆ แล้วนำมาถูเบา ๆ บริเวณที่เป็นรอยดำทาผิวที่เป็นรอยดำก็ได้เหมือนกัน
ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วรีบไปล้างออก ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง

2.สูตรมาสก์มะขามเปียก + น้ำผึ้ง + นมสด
มะขามเปียกเป็นสมุนไพรที่ช่วยทำให้ผิว ขาวและช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ดีมานาน แต่มะขามเปียกมีความเป็นกรดสูง
ถ้าจะเอามาใช้กับใบหน้า โดยเฉพาะคนที่หน้าแห้ง จะทาเลยไม่ได้ ต้องผสมอย่างอื่น
โดยให้คั้นเอาน้ำมะขามมาผสมกับน้ำผึ้งและนมสดเล็กน้อย ผสมจนเข้ากันดีแล้วก็ให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ
15-20 นาทีแล้วไปล้างออก ทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง

วิธีรักษารอยดำแดงจากสิว
1.อยู่เฉย เหมาะสำหรับเด็ก ๆ ที่อายุยังน้อยจนถึงวัยที่อายุ 20 ปีต้น เพียงแค่รอเวลาให้รอยดำจากสิวหายไปเอง
2. ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเรตินอยด์ ในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งแบบแอลกอฮอล์เบสและแบบวอเตอร์เบส
ส่วนการเลือกใช้ก็ดูว่าเราเหมาะกับแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่าง เรตินเอ หรือ ดิฟเฟอริน
เหล่านี้สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดจุดด่างดำจากรอยแผลสิวได้เป็นอย่างดี
3.การรักษาด้วยเลเซอร์ นิยมนำมาใช้ในการกำจัดจุดด่างดำ
เพราะสามารถเข้าไปทำให้เม็ดสีกระจายตัวและกลายเป็นสะเก็ดแผลหลังทำ และจะหลุดออกไปเองตามธรรมชาติ
แต่ควรหมั่นทำซ้ำอย่างต่อเนื่องทุก 2 อาทิตย์
นอกจากนี้ก็ยังมีเลเซอร์อีกหลายตัวที่สามารถกำจัดจุดด่างดำได้เช่นกัน
4.สูตรสับปะรด+น้ำผึ้ง เป็นสูตรของผู้ที่มีผิวหน้ามันมาก
เพราะสูตรนี้นอกจากจะช่วยขจัดปัญหารอยแผลและจุดด่างดำแล้ว
มันยังช่วยกำจัดความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อีกด้วย วิธีการก็คือให้คั้นเอาน้ำสับปะรดมาผสมกับน้ำผึ้ง
แล้วทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง
ถ้าใช้สูตรนี้ต้องทากันแดดก่อนออกจากบ้าน…

0

3 สาเหตุหลักของโรคเบาหวาน

แน่นอนว่า ทุกคนบนโลกที่เกิดมา ล้วนไม่อยากเป็นโรคอะไรต่างๆอยู่แล้ว
แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นสัจธรรมที่ใครก็เลี่ยงไม่ได้
โดยหนึ่งในโรคที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด คงหนีไม่พ้น โรคเบาหวาน นอกจาก
การรับประทานน้ำตาลและไขมัน ที่มากเกินไปแล้ว
อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้
เริ่มจาก กรรมพันธุ์ โดย กรรมพันธุ์ สามารถก่อให้เกิดโรคได้เช่นกัน เช่น
โรคเบาหวาน ซึ่งใครก็ตามที่มีพ่อหรือแม่ รวมถึงเหล่าบรรดาญาติๆ
ที่เป็นโรคเบาหวานมาก่อน ก็อาจจะทำให้เราเสี่ยงต่อเป็นการโรคเบาหวาน
แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเล็กๆเท่านั้น
เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเรารู้จักดูแลตนเองและควบคุมอาหารให้ดี
เราก็สามารถปลอดภัยจากโรคร้ายนี้ได้
สาเหตุที่สอง คงหนีไม่พ้น ความอ้วน โดยร้อย 70-80 ของคนอ้วน
ส่วนใหญ่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ค่อนข้างสูง เพราะไขมันส่วนเกินที่มี
จะก่อให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน มีผลต่อการทำให้ ประสิทธิภาพจัดการกับน้ำตาล
และ ไขมัน นั้นต่ำลง นำมาสู่โรคเบาหวานในที่สุด
สุดท้าย แน่นอนว่า สาเหตุมาจากอาหารการกินแน่นอน
โดยหากจะเลี่ยงโรคนี้ได้ เราต้องทานอาหารที่มีประโยชน์ และ
ต้องรู้จักควบคุมอาหารให้ดี พยายามลดอาหารหรือเลี่ยงอาหารประเภทที่มีแป้ง
และ ไขมัน รวมไปถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่มีน้ำตาล เกินกว่าร่างกาย ที่ควรจะได้รับ
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อยกับสุขภาพของทุกๆคน…

0

กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก ขอแก้ด้วย 2 วิธี

เรื่องเท้าเหม็นเป็นอะไรที่อี๋มาก ยิ่งใครเล่นกีฬาเสร็จใหม่ๆแล้วมาถอดถุงเท้ารองเท้าในห้องแอร์นะ ห้องแทบแตก
อีกอย่างเท้าเหม็นไม่ใช่สไตล์ ถึงจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับใครๆ ก็ได้แต่นี่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี
ลองไปดู 2สเต็ปเหล่านี้ที่เรานำมาฝากกัน
จัดการกับเท้าเราก่อนรักษาความสะอาดเป็นพิเศษกว่าที่เคย ให้ล้างน้ำ ถูสบู่ แล้วขัดถูทุกซอกมุม
อาจใช้หินขัดเท้าร่วมด้วยเช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งที่ล้างเท้า
หมั่นทาครีมบำรุงผิวเท้าหรือวาสลีนเพื่อให้เท้านุ่มชุ่มชื้นไม่ใส่ถุงเท้า รองเท้า ขณะที่ครีมบำรุงยังชุ่มอยู่
เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความอับชื้นรักษาเท้าให้แห้งอยู่เสมอถ้าเท้าเปียกชื้นให้หาแป้งฝุ่นหรือผงดับกลิ่นเท้ามาทาให้ทั่ว
ก่อนใส่ถุงเท้าเพราะจะช่วยดูดซึมความชื้นได้ดีสเปรย์สมุนไพร สเปรย์ระงับกลิ่นเท้าก็ช่วยได้
สปาเท้าด้วยสูตรจากธรรมชาติ เช่น แช่เท้าในน้ำที่ใส่สารส้มแบบก้อนทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือด่างทับทิมผสมน้ำอุ่น
ระหว่างที่แช่เท้าก็ขัดถูเท้าไปด้วย นอกเหนือจากนี้ก็มีเบคกิ้งโซดาผสมน้ำพอข้น
หรือน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยต่อน้ำอุ่น 1 กะละมังเล็กก็สามารถนำมาผสมกับน้ำแล้วแช่เท้าได้เหมือนกัน
น้ำยาเดทตอล หรือน้ำยาบ้วนปากก็นำมาผสมน้ำแช่เท้าได้ ให้ใช้ประมาณ 2-3 ฝาผสมกับน้ำ ระหว่างที่แช่เท้าก็ใช้แปรงทำความสะอาดขัดไปด้วย
เมื่อใช้เป็นประจำก็จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี อีกทั้งยังลดปัญหาเท้าเหม็นได้อีกด้วยถุงเท้า จัดการยังไงซักถุงเท้าให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ ไม่นำถุงเท้าที่ใส่แล้วมาใส่ซ้ำอีกรอบ
นอกจากนี้ต้องตากถุงเท้าให้แห้งเพราะแบคทีเรียที่สะสมจะเป็นตัวการการเกิดกลิ่นเหม็น
และถ้าพอมีเวลาให้นำถุงเท้าไปแช่น้ำอุ่นหรือน้ำผสมผักซักฟอกก่อนซัก 30นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค
เลือกถุงเท้าที่เป็นผ้าฝ้าย 100% เพราะจะช่วยระบายอากาศได้ดี
สวมใส่ถุงเท้าที่ขนาดพอเหมาะ ไม่คับจนเกินไป เพราะทำให้ระบายอากาศได้น้อย
หากต้องสวมใส่รองเท้ากีฬา หรือรองเท้าหุ้มส้นที่ปิดหัวปิดท้ายควรสวมใส่ถุงเท้าด้วยทุกครั้งเมื่อนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ให้ถอดถุงเท้า รองเท้าออก เพื่อลดกลิ่นอับชื้…

0

วิธีเลือกอาหารเสริมที่ให้คุ้มค่าเงิน และได้ประโยชน์

ยุคสมัยนี้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมคือหนึ่งในตัวเลือกการทานที่ใครหลายคนมักเลือกบริโภคเพื่อเป็นการดูแลสุขภาพ
และทานสิ่งที่จะเข้าไปช่วยซ่อมแซมร่างการที่สึกหรอ แต่วิธีการเลือกทานอาหารเสริมนั้น
และทำให้เกิดวิธีที่คุ้มค่ามากที่สุดสำหรับการเลือกที่จะให้ประโยชน์กับร่างกายนั้นมีวิธีง่ายๆที่เราอยากจะมาแนะนำกัน
ในปัจจุบันถือว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับอาหารเสริมไม่น้อยและมีหลายประเภทจนแทบจะเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว
แม้จะถูกมองว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายแต่หากเราทานไม่ถูกหลักก็อาจส่งผลลบต่อร่างกายได้เช่นกัน
ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับประเภทของอาหารเสริมกันก่อนโดยจะเปรียบเทียบกับปิรามิดเพื่อให้เห็นได้ง่ายๆ
ซึ่งจะแบ่งได้ดังนี้หนึ่งส่วนของด้านล่างคือสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย
ส่วนตรงกลางนั้นเป็นสารอาหารสำหรับตัวบุคคลนั้นๆ
และสุดท้ายชั้นบนสุดคือสารอาหารที่จะช่วยในเรื่องของการเพิ่มพูนประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับขั้นแรกเรียกว่าขั้นฐานรากหรือสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายนั่นเอง
โดยขึ้นชื่อว่ารากฐานนั้นแน่นอนต้องมีความแข็งแรงที่จะส่งผลดี และทำให้ปิรามิดแข็งแกร่งขึ้น
ซึ่งอาหารเสริมนั้นจะช่วยในเรื่องของการสร้างความต้องการพื้นฐานของร่างกายที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น
และจะช่วยดูแลด้านเซลล์รวมไปถึงเรื่องของกระบวนการเจริญเติบโตรวมถึงการซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ
ซึ่งอาหารเสริมเองก็มีมากมายหลายชนิดเริ่มกันที่อย่างแรกคือวิตามินรวม
อาหารเสริมชนิดนี้จะอัดแน่นไปด้วยวิตามินที่แข็งแรง และสำคัญ โดยเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ
โดยจะถูกสกัดมาจากผัก และผลไม้ต่างๆที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
ต่อมาคือไขมันจำเป็น
โดยอาหารเสริมชนิดนี้ได้รับการรับรองงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้ร่างกายได้
มหาศาลเลยทีเดียว
และมีกรดโอเมก้าสามที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วยที่สำคัญนี่แสดงให้เห็นว่าแม้จะขึ้นชื่อว่าไขมัน
แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นโทษเสมอไปสุดท้ายคือโปรไบโอติก
อาจจะฟังดูน่ากลัวไปสักหน่อยว่าอาหารเสริมชนิดนี้เมื่อเราทานเข้าไปมันจะเป็นการเพิ่มแบคทีเรียให้
กับร่างกายที่จะไปช่วยเรื่องการทำงานของลำไส้ทำให้สุขภาพดีมากขึ้นที่สำคัญมันช่วยในเรื่องย่อยอาหาร
และเพิ่มในเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
อย่างไรก็ตามการเลือกทานอาหารเสริมก็ต้องดูด้วยว่าเหมาะกับสุขภาพอย่างไร
โดยการทานนั้นต้องเริ่มทานไล่ไปตามทีละขั้นโดยเริ่มจากระดับฐานรากก่อนเป็นอย่างแรก
ซึ่งจะเป็นอาหารเสริมที่ช่วยสร้างประโยชน์ต่อระบบร่างกายต่างๆ สองคืออระดับเฉพาะบุคคล
นั่นคือการเลือกทานที่ต้องดูจากสุขภาพของตัวเองเป็นหลักว่าหากป่วยเป็นโรคใดโรคหนึ่งควรทานอาหารเสริมประเภทใด
และไม่ควรทานประเภทใดบ้าง และสามคือระดับดารเพิ่มสุขภาพที่เป็นการทานอาหารที่มีสานต้านอนุมูลอิสระหรือจะช่วยในเรื่องของการชะลอวัยได้อีกด้วย…

0

SPF คืออะไร?

SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor มีค่าอยู่ที่ 2 ถึง 50
ค่านี้บอกอะไรเราได้บ้าง… ค่านี้บ่งบอกถึงความสามารถของผลิตภัณฑ์ในการปกป้องผิวหนังจากแสงแดด
ยกตัวอย่าง ถ้าคุณใช้ครีมกันแดดตัวหนึ่งที่มี SPF 15
หมายความว่าตัวคุณสามารถอยู่กลางแสงแดดได้นานถึง 15 เท่าของเวลาที่คุณจะอยู่ได้
โดยที่คุณไม่ถูกแดดแผดเผา — หรือขยายความให้ชัดก็คือ ถ้าปกติคุณออกแดดนาน 10 นาที
ผิวของคุณก็จะเกิดอาการไหม้แดงขึ้นมา   ดังนั้น ถ้าคุณใช้ครีมกันแดด SPF 15 นั่นหมายความว่า
คุณสามารถอยู่กลางแสงแดดได้นานขึ้น 15 เท่า โดยที่ผิวของคุณไม่มีอาการอะไร — พูดให้ชัดๆ ก็คือ
คุณสามารถอยู่กลางแดดได้นาน = 10 นาที x 15 (ค่าของ SPF) = 150 นาที
คงชัดเจนนะครับ… บรรดาเกจิอาจารย์หลายท่านตกม้าตายมาก็มาก แม้แต่พวกแพทย์ที่เก่งๆ ก็ตาม
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะชี้ให้คุณเห็น… จะได้ไม่ตกเป็นเหยือของผู้ขายบางราย ที่มักจะชี้แนะว่าต้อง SPF
ยิ่งสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี — ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ความสามารถในการปกป้องของ SPF
ไม่ได้สูงขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับค่า SPF ที่สูงขึ้น — ยกตัวอย่างให้ชัด คือ SPF 2 จะสามารถดูดซับรังสี UV
ได้ 50%, ถ้า SPF 15 จะดูดซับรังสี UV ได้ 93% และถ้า SPF 34 จะดูดซับได้ 97%
ปัจจุบันจะมี UPF (Ultraviolet Protectine Factor) ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานใหม่ ทั้ง UPF และ SPF
แตกต่างกันตรงที่ UPF เป็นค่าที่บอกถึงความสามารถในการป้องกันรังสี UVA และ UVB ในขณะที่ SPF
บ่งบอกถึงความสามารถในการป้องกันรังสี UVB เพียงอย่างเดียวเท่านั้น…

0

เคล็ดลับการมีสุขภาพดี

ในยุคปัจจุบันนี้ มนุษย์เราต้องพบเจอกับสภาวะที่เสี่ยงต่อสุขภาพและโรคภัยมากมาย ทั้งภัยจากมลพิษทางอากาศ
และภัยจากอาหารการกิน ดังนั้นไม่ว่าจะทางไหนที่จะช่วยให้เรารักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีขึ้นได้
เราคงไม่ปฏิเสธ วันนี้บทความจะมาแนะนำถึงการใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้สุขภาพที่ดี

1. หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส คำกล่าวนี้เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์
โดยเขาได้ทำการทดลองให้กลุ่มอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งดูหนังตลกและพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้
จะมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลอดเลือดหัวใจขยายมากกว่าปกติ
และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นถึง 24%

2.ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยอาจเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทะเล เป็นพิเศษ
เพราะอาหารประเภทนี้มีโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยปกป้องสมอง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ

3.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า อาหารมื้อเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญ นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่ายแล้ว
ยังควบคุมปริมาณอาหารในมื้อเย็นให้น้อยลงได้อีกด้วย

4.รู้ปริมาณการกิน หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนัก หรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน
ควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย
จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันทำให้เกิดการอ้วนสะสม

5.รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว
การคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน จึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย นั่นคืออายุ รูปร่าง
ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวมของตัวเอง

6.การสะสมของคราบแบคทีเรียและคราบพลัคภายในช่องปากของเรา
สามารถกลายร่างเป็นมะเร็งสมองและมะเร็งลำคอได้ด้วย โดยการศึกษาของสถาบันวิจัยโรคมะเร็ง Roswell
Park รัฐนิวยอร์ก พบว่า คนที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรังมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสมอง
และมะเร็งลำคอเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยไม่จำเป็นว่าผู้ป่วยจะมีประวัติสูบบุหรี่มาก่อนหรือไม่

7.รู้ส่วนประกอบในอาหาร เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว ควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร
ให้พิจารณาว่ากินแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ อย่างเช่น ข้าวผัดสับปะรด 1 จาน ประกอบด้วย ข้าว
เนื้อกุ้ง หอมใหญ่ พริกหวาน หมูหยอง และผักชีโรย แน่นอนว่าต้องมีซอสปรุงรสและผงกะหรี่ด้วย
พอกินเข้าไปก็จะรู้ว่าจะได้สารอาหารใดบ้าง และสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย จะได้หลีกเลี่ยงนั่นเอง

8.กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ
ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม…

0

การถนอมดูแลดวงตา

ดวงตาคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต และเป้นอวัยวะที่เปราะบางมากที่สุด หากดวงตาไม่ดีหรือใช้งานไม่ได้แล้ว
การใช้ชีวิตประจำวันคงต้องเกิดปัญหาอย่างมาก วันนี้จึงมาแนะนำการถนอมดวงตา เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพดี
1.กระพริบตาบ่อยขึ้น
อาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเกิดจากดวงตาเรากระพริบตาน้อยลง จนทำให้ตาเราแห้ง ขาดความชุ่มชื่น
อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยอัตโนมัติจาก 20 – 22 ครั้ง ต่อนาที เหลือเพียง 6 – 8 ครั้งต่อนาที เพราะฉะนั้น
อย่าลืมกระพริบตาบ่อยๆ หรือใช้น้ำตาเทียมช่วยหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นได้
2.ประคบเบาๆ รอบดวงตา
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือแตงกวาแช่เย็น วางไว้บนดวงตา ประคบเบาไปรอบดวงตา พร้อมหลับตาสัก 2- 3 นาที
ทำ 2 เวลา ก่อนพักเที่ยง หลังเลิกงาน จะช่วยให้ดวงตาเราสบายสดชื่นขึ้น
3.บริหารดวงตา
จ้องไปที่บริเวณปลายปากกาตลอดเวลา ค่อยๆ
เลื่อนปากกาเข้ามาใกล้ดวงตาจนกระทั่งเห็นปลายปากกาเป็นภาพซ้อน จ้องปลายปากกาทิ้งไว้สักครู่
แล้วจึงเลื่อนปลายปากกาให้สุดมืออีกครั้งช้าๆ ทำซ้ำไปมาประมาณ 40 รอบต่อครั้ง ประมาณ 5 ครั้งต่อวัน
4.ใส่คอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี
หากต้องใส่คอนแทคส์เลนส์ ควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตา รวมถึงหลีกเลี่ยงลม
หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้กระทบบริเวณดวงตาหรือใบหน้า
5.ใช้กฏ 20-20-20
ใช้กฏ 20-20-20 คือ ทำงาน 20 นาที พักสายตามองไกลๆ ไป 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
ทำแบบนี่วนไปเป็นประจำ จะช่วยถนอมสายตาได้ดียิ่งขั้น
6.ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
การตรวจเช็กสุขภาพตาที่โรงพยาบาลประจำปี เพื่อวัดความดัน เช็กจอประสาทตาและความผิดปกติ เพราะโรคตา
บางทีอาจแสดงอาการไม่รุนแรง ถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาได้ทันท่วงที
7.อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกินไปในแต่ละวัน ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้า
และมีตาพร่าได้
อาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น
1.ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ
2.ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
3.ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์
4.ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว
5.หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก
6.ธัญพืช
7.ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการรับประทานในสัดส่วนที่เหมาะสม
ในแต่ละสัปดาห์ควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ห่างไกลจากโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันสูง หรือโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งตัวโรคอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อดวงตา หรือมีปัญหาสายตาในอนาคต…

0

นางจุ่ม กินได้ทานดี ชีวีสุขีห่างไกลโรคภัย

นางจุ่ม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยเนื้อแข็ง แตกกิ่งก้านมาก
มีความสูงของต้นได้ถึง 8 เมตร ลำต้นและกิ่งอ่อนเป็นสีเขียว
มีขนสั้นนุ่มขึ้นปกคลุม เปลือกนอกเป็นสีน้ำตาลอ่อน
ตามลำต้นมีหนามทู่ขึ้นกระจายทั่วไปจำนวนมาก
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด
ซึ่งการที่ นางจุ่ม เป็นพืชที่ชอบดินร่วนชุ่มชื้น ระบายน้ำดี
มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดแบบครึ่งวัน
จึงทำให้มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย
พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าผสมผลัดใบ
ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 700 เมตร
ใบนางจุ่ม จะใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน
ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปรี หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม
โคนใบสอบเรียวสั้น ส่วนของขอบใบเป็นคลื่น
แผ่นใบค่อนข้างหนาและเป็นมัน ผิวใบมีขนขึ้นเล็กน้อย
โดยเฉพาะตามเส้นใบ
ดอกนางจุ่ม จะออกดอกเป็นช่อ มีสีเหลืองอมเขียว
แต่ละช่อยาวประมาณ 1.3-4 เซนติเมตร
และในแต่ละช่อจะมีดอกประมาณ 8-16 ดอก
แกนช่อดอกมีขนขึ้นปกคลุมหนาแน่น ดอกมีขนาดเล็ก
ออกดอกช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ทุกปี
ผลนางจุ่ม จะเป็นผลสดเมล็ดเดียวแข็ง
ลักษณะของผลเป็นรูปกลมรี ขนาดเล็ก ปลายและโคนมน
ผิวขรุขระ สีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง
จะติดผลในช่วงประมาณมกราคมถึงมีนาคมของทุกปี
ส่วนสรรพคุณของ “นางจุ่ม”
ในประเทศอินเดียจะใช้ทั้งต้นเป็นยารักษาอาการปวดหลัง
ใช้ใบต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาเบาหวาน
และใช้ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นยาถ่ายพยาธิ
เช่นเดียวกับชนเผ่าทมิฬนาฑู ที่อินเดีย
จะใช้ใบนางจุ่มเป็นยารักษาอาการไข้แกว่ง
ขณะที่ตำรายาไทย “นางจุ่ม” หรือชื่อท้องถิ่น ผักหวานดง
(ชลบุรี), นางชุ่ม มะนาวป่า (ภาคเหนือ), ตาไก่หิน, เถาเดือยไก่,
นมสาว, นางจอง, เหมือดคน
จะใช้เปลือกต้นเป็นส่วนผสมปรุงยาต้มดื่มแก้อาการปวดเมื่อย
และแก้เส้นตึง
นอกจากนี้ ในใบนางจุ่ม ยังพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ได้แก่
Quercetin-3-O-β-rutinoside ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบ ได้แก่
ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ลดไข้ ขับปัสสาวะ
ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และ ปกป้องตับจากสารพิษ
ด้านสารสกัดน้ำและเอทานอลจากใบนางจุ่ม
ที่ระดับความเข้มข้น 200 mg/kg และ 400 mg/kg
จะมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลอง
ส่วนสารสกัดจากส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นนางจุ่ม
มีฤทธิ์ช่วยลดอาการเจ็บปวดของสัตว์ทดลองจากความร้อนได้
ไม่นับรวมการทดสอบโดยใช้สารสกัดน้ำ คลอโรฟอร์ม และ
เอทานอล ของส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นนางจุ่ม
ที่ความเข้มข้นระหว่าง 5-40 mg/mL
พบว่ายังมีฤทธิ์ขับพยาธิตัวกลม
ทำให้พยาธิเป็นอัมพาตและตายได้ด้วย
ขณะเดียวกัน นางจุ่ม
ยังเป็นผักชนิดหนึ่งที่พบวางขายอยู่ในตลาดทุ่งเสลี่ยม
ที่อยู่ระหว่างทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมัดรวมอยู่กับตะแบก
แต่แม่ค้ามักเรียกผักชนิดนี้ว่า “นางโจม”
และบอกว่าเป็นผักที่นิยมนำมาทำแกงหรือใส่ร่วมกับแกงแค
มีรสอร่อยเหมือนผักหวานป่า สามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปี…