Category: สุขภาพ

0

4 สูตรช่วยรีดน้ำหนัก ด้วยการคุมอาการ !

การออกกำลังถือว่าเป็นเรื่องดี การคุมอาหารก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการลดน้ำหนักด้วยเช่นกัน
วันนี้เรามี 4 สูตรที่จะช่วยลดน้ำหนักฉบับสาวขี้เกียดออกกำลังกายเพียงแค่คุมอาหาร ทานน้อยแต่อิ่มนาน มีวิธีดังต่อไปนี้ !
1.ใช้ภาชนะที่เล็กลง
เป็นการคุมอาหารขั้นแรก เราควรเลือกถ้วยหรือจานที่เล็กลง จะช่วยให้คุณตักอาหารได้น้อยลงเป็นกลวิธีหลอกสมอง
ที่ง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก หากเราใช้ถ้วยใบใหญ่เราจะตักอาหารในปริมาณที่มาก และอาจเกินความต้องการของร่างกาย
2.ใช้ตะเกียบ
ถึงแม้ว่คนไทยจะชินกับการใช้ช้อนส้อมมากกว่า ลองเปลี่ยนหรือฝึกใช้ตะเกียบให้คล่อง เพราะตะเกียบก็จะบังคับให้คุณ
คีบอาหารได้ไม่เยอะเหมือนตอนใช้ช้อนแน่ ๆ แถมคุณยังโดนบังคับให้กินอาหารช้าลงอีกด้วย แถมยังไม่สามารถตักน้ำแกง
ขึ้นมาซด เพราะว่าส่วนในน้ำแกงนั้นมีโวเดียมในปริมาณมาก ซึ่งมันจะทำให้เราบวมน้ำและอ้วนขึ้นนั้นเอง
3.ใช้จานข้าวสีเข้ม
ทางจิตวิทยาบอกว่าสาวๆจึงควรหลีกเลี่ยงใช้จานสีสันสดใส เพราะจะยิ่งทำให้น้ำย่อยทำงานอยากอาหารมากขึ้นได้
แต่หันมาใช้จานสีเข้มๆ อย่างสีดำ สีน้ำเงิน เพราะจะช่วยทำให้ความอยากอาหารนั้นลดลง
4.อย่าทานหมดจาน
หลังจากทานข้าวหมด ไม่ควรตักเพิ่มทานแต่พออิ่ม ควรจะแบ่งเป็นสัดส่วนไว้กินในมื้อต่อไป
หากยังทานข้าวไม่อิ่มลองหาผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยเพราะจะช่วยให้อิ่มเร็วทานแล้วไม่อ้วน เช่น มะม่วงดิบ แอปเปิ้ล
ชมพู่ ฝรั่ง หรือดื่มน้ำเปล่าตามากๆ ไม่แนะนำให้ทาน ชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวาน นมรสเปรี้ยวเพราะหากกิน
จะยิ่งทำให้อ้วนไปมากกว่าเดิม
นอกจากการควบคุมอาหารแล้ว สาวๆควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง
อย่าลืมทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ด้วยน่ะค่ะ…

0

สาเหตุที่ “วูบ” ขณะออกกำลังกาย

เคยหรือไม่ ? ที่เวลาตั้งใจจะไปออกกำลังกายแล้ว พอออกไปสักพักหนึ่งไม่ว่าจะการวิ่ง ซิทอัพ หรือการออกกำลังกายวิธีใดก็ตามแม้แต่การเต้นแอโรบิก
พอเราทำไปสักพักหนึ่งแล้วจะเริ่มมีอาการหน้ามืด เวียนหัว อยากอาเจียน ระบายลมบ่อยจนต้องนั่งพัก หรือที่เราจะพูดบ่อยๆ ว่าออกกำลังกายแล้วรู้สึกวูบ
รู้หรือไม่ว่ามีปัจจัยหลายอย่างมากๆ ที่ทำให้เราวูบตอนออกกำลังกาย โดยอาการวูบนี้หลักๆ เกิดจากการที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอในช่วงเวลาสั้นๆ
รวมถึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในร่างกายอีกด้วย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการวูบตอนออกกำลังกายมีหลักๆ ดังนี้
1. การพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่าถ้าพักผ่อนน้อยมากจนเกินไปแล้วมาออกกำลังกาย เป็นสาเหตุหลักเลยที่ทำให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ไม่เพียงพอ
และทำให้รู้สึกวูบหน้ามืดเหมือนจะเป็นลมจนต้องนั่งพักสักครู่
2. การใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาโด๊ปพลังหรือเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเมื่อฤทธิ์ของสารในยาหรือเครื่องดื่มชูกำลังหมดฤทธิ์
จะทำให้หมดแรงตรงนั้นทันทีจนเกิดอาการวูบและเพลียหมดแรงจนหลับได้ทันที เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อสมองและการทำงานของหัวใจโดยตรงจึงไม่แปลกนักที่จะวูบหลังหมดฤทธิ์
3. โรคประจำตัว อาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยหลักและปัจจัยที่สำคัญมากๆที่ทำให้เกิดอาการวูบตอนออกกำลังกาย มันถูกต้องที่ว่าการออกกำลังกายทำให้ห่างโรคภัย
แต่ทว่าโรคประจำตัวบางอย่างก็ไม่สามารถฝืนได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โลหิตจาง เป็นต้น ซึ่งคนที่เป็นโรคเหล่านี้อาจไม่ทราบมาก่อนว่าแท้จริง
แล้วคุณสามารถอออกกำลังกายได้แต่ห้ามออกหนักหรือใช้แรงมากเกินไป แนะนำให้ออกไประดับการแอโรบิกระดับเบาๆ หรือถ้าอยากออกกำลังกายจริงๆ
ควรปรึกษากับแพทย์ดูเพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรงขึ้นของเรา…

0

กินไขมันลดอ้วน แต่กินไม่ถูกวิธีอาจยิ่งอ้วน

เทรนด์สุขภาพมาใหม่ในทุกๆ ปี ในช่วง 2-3
ปีที่ผ่านมานี้นอกจากกระแสกินคลีนที่ยังคงฮอตฮิตติดลมบนกันอยู่จนถึงบัดนี้แล้ว
ยังมีอีกกระแสที่แหวกแนวกว่าเพื่อน แถมยังเอาใจคนชอบอาหารมันแผล่บ เพราะมันคือการกินอาหารที่มีไขมัน
แต่ลดความอ้วนได้ หรือที่เรียก คีโตเจนิค นั่นเอง
คีโตเจนิค คืออะไร?
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ อธิบายว่า
อาหารคีโตเจนิค หมายถึง อาหารที่มีไขมันสูง มีโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
เมื่อทานคาร์โบไฮเดรตน้อย แทนที่ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตไปใช้เป็นพลังงานเหมือนปกติ
ร่างกายจึงหันไปดึงพลังงานจากไขมันแทน
กลุ่มอาหารแบบคีโตเจนิคนี้ ถูกคิดค้นโดย นพ. Russell M. Wilder แพทย์อายุร กรรมชาวอเมริกาในปีค.ศ 1924 (พ.ศ.2497)
เริ่มแรก กลุ่มอาหารประเภทนี้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคลมชัก
เพราะส่วนประกอบของอาหารกลุ่มนี้จะทำให้ร่างกายเกิดสารที่เรียกว่า Ketone body ในเลือดสูง (สารที่สร้างในตับ
และส่งผลถึงการใช้พลังงานของสมอง) เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะ Ketosis
ที่จะส่งผลให้เซลล์สมองและสารสื่อประสาทในสมองทำงานได้สมดุล จนช่วยลดอาการชักได้
การกินอาหารคีโตเจนิค จะเน้นการกินเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากนม และพืชที่มีแป้งน้อย ทั้งยังต้องงดข้าว
แป้ง ธัญพืช เผือกมัน ผลไม้ และของหวานทุกชนิดอีกด้วย
คีโตเจนิค วิธีลดความอ้วนแบบใหม่
นอกจากวิธีการทานอาหารคีโตเจนิคจะช่วยบรรเทาอาหารของโรคลมชักได้แล้ว
ยังมีนักโภชนาการนำมาใช้เพื่อการลดความอ้วนอีกด้วย คลินิกโรคอ้วนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า
ที่ทานอาหารคีโตเจนิคแล้วช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะในระยะแรกๆ
การกินอาหารคีโตเจนิคสามารถลดน้ำหนักตัวได้เร็วกว่าวิธีการอื่น เพราะร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตน้อย
ซึ่งเคยเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหลังจาก 1 ปีขึ้นไป จะพบว่าประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัวนั้นไม่ต่างกัน
และมีโอกาสที่น้ำหนักตัวจะเด้งกลับขึ้นมาหรือที่เรียกว่า Yo-Yo Effect (โยโย่เอฟเฟค) ไม่ต่างกัน…

0

สุขภาพดี ชีวิตยั่งยืน

ในยุคปัจจุบันนี้ มนุษย์เราต้องพบเจอกับสภาวะที่เสี่ยงต่อสุขภาพและโรคภัยมากมาย ทั้งภัยจากมลพิษทางอากาศ
และภัยจากอาหารการกิน ดังนั้นไม่ว่าจะทางไหนที่จะช่วยให้เรารักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีขึ้นได้
เราคงไม่ปฏิเสธ วันนี้บทความจะมาแนะนำถึงการใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้สุขภาพที่ดี
1. หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส คำกล่าวนี้เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์
โดยเขาได้ทำการทดลองให้กลุ่มอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งดูหนังตลกและพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้
จะมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลอดเลือดหัวใจขยายมากกว่าปกติ
และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นถึง 24%
2.ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยอาจเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทะเล เป็นพิเศษ
เพราะอาหารประเภทนี้มีโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยปกป้องสมอง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
3.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า อาหารมื้อเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญ นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่ายแล้ว
ยังควบคุมปริมาณอาหารในมื้อเย็นให้น้อยลงได้อีกด้วย
4.รู้ปริมาณการกิน หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนัก หรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน
ควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย
จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันทำให้เกิดการอ้วนสะสม
5.รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว
การคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน จึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย นั่นคืออายุ รูปร่าง
ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวมของตัวเอง
6.การสะสมของคราบแบคทีเรียและคราบพลัคภายในช่องปากของเรา
สามารถกลายร่างเป็นมะเร็งสมองและมะเร็งลำคอได้ด้วย โดยการศึกษาของสถาบันวิจัยโรคมะเร็ง Roswell
Park รัฐนิวยอร์ก พบว่า คนที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรังมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสมอง
และมะเร็งลำคอเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยไม่จำเป็นว่าผู้ป่วยจะมีประวัติสูบบุหรี่มาก่อนหรือไม่
7.รู้ส่วนประกอบในอาหาร เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว ควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร
ให้พิจารณาว่ากินแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ อย่างเช่น ข้าวผัดสับปะรด 1 จาน ประกอบด้วย ข้าว
เนื้อกุ้ง หอมใหญ่ พริกหวาน หมูหยอง และผักชีโรย แน่นอนว่าต้องมีซอสปรุงรสและผงกะหรี่ด้วย
พอกินเข้าไปก็จะรู้ว่าจะได้สารอาหารใดบ้าง และสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย จะได้หลีกเลีี่ยงนั่นเอง
8.กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ
ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม…

0

เทคนิคการลดน้ำหนักให้มีคุณภาพ

การลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ใครหลายคนฝันถึงโดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักเยอะมีรูปร่างที่อ้วน
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แค่คิดนั้นถือเป็นสิ่งที่ดีแล้วแต่หลายๆคนยังคงเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักในทางที่ผิดอยู่
คือต้องอดอาหารอย่างเดียว และตั้งใจก้มหน้าก้มตาออกกำลังกายแต่การอดอาหารนั้นเป็นวิธีที่ผิดมหันต์
แม้ว่าน้ำหนักตัวของคุณจะลดลงเร็วจริงแต่มันส่งผลเสียอย่างมากและไม่ยั่งยืน
ทำให้มีโอกาสสูงที่จะกลับมาโยโย่หรืออ้วนอีกครั้งหากว่ากลับมากินอาหารเหมือนเดิม
วันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคการลดน้ำหนักให้ถูกวิธีว่าควรทำอย่างไรบ้าง
ก่อนอื่นสำหรับผู้ที่ลดน้ำหนักต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า
เราต้องการเอาไขมันออกจากร่างกาย ไม่ใช่เอามวลกล้ามเนื้อออกไป
ซึ่งคำแนะนำที่เราจะพูดถึงนั้นไม่ได้ยากอะไรดังนี้
1.ควรกลับมากินอาหารเช้า
อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุด
เพราะร่างกายของเขานั้นต้องการพลังงานไปเลี้ยงสมองอย่างเต็มที่
ซึ่งจะช่วยให้ระบบการผลาญทำงานได้ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ยอมทานอาหาร
เช้า รู้แบบนี้ควรเปลื่ยนพฤติกรรมการกินเสียใหม่
2.ดื่มน้ำเยอะ
น้ำเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ ถือเป็นวิธีง่ายๆที่ใครๆก็สามารถทำได้
เพียงแค่คุณดื่นน้ำเปล่าให้ได้วันล่ะ 2-3 ลิตร
จะช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร พร้อมทั้งยังช่วยชำระล้างสารตกค้าง
คนที่ตัวบวมเพราะโซเดียม การท่านนั้นช่วยได้จริงๆ
3.กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ 3 มื้อ
ห้ามอดอาหารเด็ดขาดข้อดีควรจำให้ขึ้นใจ
และให้เลือกกินอาหารดีๆ ทางอาหารให้ครบ 5
หมู่คืออีกหนึ่งข้อที่จำเป็นสุดๆ ในช่วงที่คุณลดน้ำหนัก
มื้อเช้าทานข้าวเป็นหลักเพราะต้องใข้พลังงาน
ส่วนกลางวันลดลงมาบ้าง ส่วนมือเย็นทานนิดหน่อย เน้นผักผลไม้แทน
เพราะในยามที่เรานอนนั้นร่างกายไม่ได้ใช้พลังงานอยู่แล้ว
4.ออกกำลังกายให้ถูกวิธี
หลายคนเข้าใจผิดตะบี้ตะบันออกกำลังกายอย่างหนักแต่รู้หรือไม่การใช้แรงมากๆ
ร่างกายนั้นใช้พลังงานจากไขมันสะสมไปเพียงแค่ 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักคือการวิ่งช้าๆ หรือเดิน
วันล่ะประมาณ 30 นาที เพราะร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันมาใช้
และยังทำให้มวลกล้ามเนื้อของเราไม่สลายไปด้วย
5.ใจเย็นๆค่อยๆเป็นค่อยไป
การลดน้ำหนักนั้นไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบอะไร
ควรคุมอาหารอย่างใจเย็นเลือกกินแต่อาหารดีๆที่มีประโยชน์ ลดของมัน, ของทอด และน้ำตาล
ที่สำคัญอย่างเครียดและต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
เพียงเท่านี้รับรองว่าท่านจะลดน้ำหนักได้อย่างมีคุณภาพและไม่กลับมาโยโย่อีกครั้งอย่างแน่นอน…

0

ออกกำลังกายอย่างไรให้สมกับวัย ไม่หักโหมเกินและเหมาะสมที่สุด

การออกกำลังกายถือว่าเป็นยาวิเศษสำหรับมนุษย์ทุกคนมาทุกยุคทุกสมัย
แต่การออกกำลังกายนั้นก็จำเป็นที่จะต้องเลือกให้สมกับวัยของเราด้วย
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และไม่ส่งผลเสียกับตัวเราเอง
ในวัยเด็กนั้น ด้วยความที่เป็นวัยกำลังซนจึงไม่ต้องจำกัดอะไรมากกับการออกกำลังกาย
แต่อย่าไปเน้นที่การออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อก็พอเพราะคนในวัยนี้ยังไม่เหมาะที่จะไปทำอะไรแบบนั้น
ให้เน้นไปที่การออกกำลังกายที่ได้เคลื่อนไหวมากๆ การเล่นกีฬาชนิดต่างๆก็เลือกเอาตามความชอบได้ตามสบาย
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการออกกำลังกายนั้นจะต้องทำให้เด็กรู้สึกสนุกไปด้วยเพราะจะได้มีความต้องการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
ขอให้มีการวอร์มร่างกายให้ถูกต้องเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อก็พอแล้ว
สำหรับในวัยที่โตขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือวัยกลางคน
เราสามารถที่จะเพิ่มการออกกำลังกายแบบเน้นสร้างกล้ามเนื้อเข้าไปได้ด้วย
โดยการยกเวทนั้นควรจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาอยู่ข้างๆ
เพราะถ้าทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา บางครั้งก็อาจส่งผลถึงอาการบาดเจ็บหนักได้เลย
ชนิดกีฬานั้นก็สามารถเลือกเอาได้เลยตามอิสระเป็นการเลือกตามความชอบของแต่ละคน
แต่ถ้าหากว่าไม่ใช่นักกีฬาอาชีพก็อย่าเล่นกันจริงจังหักโหมเกิน
เพราะถ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาก็ไม่คุ้มกัน เล่นเอาแต่พอดีๆให้เสริมสร้างสุขภาพก็พอแล้ว
เมื่อโตขึ้นมาอีกไปจนถึงวัยที่เรียกได้ว่าชรา
การออกกำลังกายก็ไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้ามแต่อย่างใด
แต่มันจะต้องมีการควบคุมให้ถูกต้องเหมาะสม และควรมีคนคอยดูแลอยู่ข้างๆ ด้วย
เผื่อที่ว่าอาจเกิดหน้ามืดเป็นลมขึ้นมา
การออกกำลังกายของคนวัยนี้ควรงดเว้นกีฬาประเภทที่ต้องเคลื่อนไหวเยอะและเสี่ยงต่อการปะทะ
อย่างเช่น ฟุตบอล, บาสเกตบอล ฯลฯ ให้มาเล่นกีฬาอย่าง
แบดมินตัน, ปิงปอง ฯลฯ แทนจะดีกว่ามาก เพราะนอกจากจะสามารถเล่นได้เรื่อยๆ
จนกว่าจะเหนื่อยแล้ว ยังมีความเสี่ยงน้อยมากที่จะบาดเจ็บ
ถ้าหากว่าก่อนเล่นมีการวอร์มอัพอย่างถูกต้องแล้ว
การเดินตามสวนสาธารณะก็เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสม
ทำอย่างไรก็ได้ให้ร่างกายได้ออกแรง
เพียงเท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับคนในวัยนี้
ทั้งหมดนี้ก็คือการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้คนในแต่ละวัย
กุญแจสำคัญก็คืออย่าได้หักโหมทำอะไรเกินตัว
ไม่อย่างนั้นการออกกำลังกายจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี
สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการออกกำลังกายกันไปตลอด!…

0

อ่อนเพลียแก้ปัญหาอย่างไรดี

หากคุณมีอาการอ่อนเพลียเป็นพัก ๆ หรือมักจะเหนื่อยล้าเป็นช่วง ๆ จนเริ่มจะสงสัยตัวเองอยู่เบา ๆ
ว่าความอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ดูไร้ซึ่งแรงบันดาลใจจะทำอะไรต่อมิอะไรของเราเป็นเพราะความขี้เกียจส่วนตัว
หรือจริง ๆ แล้วร่างกายเราซ่อนโรคอะไรอยู่หรือเปล่า งั้นเอาเป็นว่ามาเช็กความแตกต่างกันให้รู้แจ้งเห็นจริง
วิธีลดอาการอ่อนเพลีย
1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่หากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงทำให้รู้สึกเหนื่อยล้ามาก อาจออกกำลังกายเบา
ๆ ด้วยการเดินระยะสั้น
2.รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและรับประทานอย่างพอเหมาะ
โดยไม่ควรข้ามมื้ออาหารโดยเฉพาะมื้อเช้า
3.ดื่มน้ำอย่างพอเหมาะ ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากเกิดปัญหาทางอารมณ์ ควรเผชิญหน้าและแก้ไข้ปัญหา ไม่ควรเพิกเฉยและหนี
ปัญหา อาจปรึกษาคนใกล้ชิดเพื่อขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหา
4.หาทางจัดการกับความเครียดและทำงานในปริมาณที่เหมาะสม
5.หาเวลาว่างทำกิจกรรมเพื่อให้ผ่อนคลาย เช่น การเล่นโยคะ
6.หลีกเลี่ยงการบริโถคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด
สำหรับคนที่มีอาการอ่อนเพลีย คล้ายจะรู้สึอ่อนเพลียเรื้อรัง คือรู้สึกอ่อนล้าหมดแรงตลอดเวลา
เป็นแบบนี้มาประมาณ 1-3 เดือน อาจเป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจร่วมกัน
เป็นได้ว่าอาจเกิดจากความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการในด้านลบออกมาดังนี้
– รู้สึกหมดกำลังใจจะทำอะไร
– เครียดจนนอนไม่หลับเลยรู้สึกนอนไม่พออยู่ตลอดเวลา
หรือบางคนอาจมีอาการนอนหลับเต็มอิ่มแต่รู้สึกเหมือนไม่ได้นอน
– มีอาการท้องอืดบ่อย ๆ หรือรู้สึกหิวตลอดเวลา หรือบางเคสอาจไม่รู้สึกอยากกินอะไรเลยก็เป็นได้…

0

5 สารอาหารบำรุงสายตา คืนสุขภาพดีให้ดวงตาของคุณ

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องของสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตากันบ้างแล้ว
โดยเฉพาะ วิตามินเอ อาจเป็นชื่อที่คุณคุ้นเคยมากที่สุด แต่จริงๆ
แล้วยังมีสารอาหารชนิดอื่นที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาของคุณ
เราลองมาทำความรู้จักกัน
1. วิตามินเอ : ช่วยในการทำงานของจอประสาทตา
ช่วยการมองเห็นเวลากลางคืนให้ดีขึ้น
2. วิตามินบี : มีการศึกษาพบว่าวิตามินบี 1 และ บี 12
มีบทบาทสำคัญในการชะลอการเกิดต้อกระจกให้กับมนุษย์ พบมากใน ตับ ไข่ เนื้อสัตว์ นมสด
3. วิตามินซี : คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)
ช่วยชะลอความแก่ของร่างกายด้วย และช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้
ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก คือ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะขามป้อม กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่เป็นต้น
4. วิตามินอี : ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอประสาทตาของมนุษย์
จากการศึกษาพบว่ามีบทบาทช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก มักพบในธัญพืช น้ำมัน
น้ำมันดอกคำฝอย ถั่วเหลือง ข้าวโพด
5. เบต้าแคโรทีน : สารตั้งต้นของวิตามินเอ มีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยในการมองเห็นในตอนกลางคืน พบมากในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม เช่น
มะละกอ แครอท ข้าวโพดอ่อน ผักบุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น
เมื่อได้รู้จักสารอาหารที่มีประโยชน์กันแล้ว เราลองมาดูอาหาร 5
ชนิดที่ช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพกันดีกว่า
1. ผักใบเขียว : อุดมไปด้วย Lutein และ Zeaxanthin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
จากการศึกษาพบว่าช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตาและการเกิดต้อกระจก
2. ไข่ : ไข่แดงเป็นแหล่งของ Lutein และ Zeaxanthin รวมไปถึง Zinc ด้วย
ทั้งหมดนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการเสื่อมของจอประสาทตา
3. ผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่ : ผลไม้เหล่านี้เป็นแหล่งของวิตามินซี
ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความเสื่อมของจอประสาทตาและลดการเกิดต้อกระจกได้
4. อัลมอนด์ : อุดมไปด้วยวิตามินอี
ซึ่งผลการวิจัยพบว่าช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา แค่ทานวันละหนึ่งฝ่ามือ
ก็ได้รับวิตามินอีถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวันแล้ว
5. ปลาที่มีไขมันสูง : ไม่ว่าจะเป็น ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน, ปลาแมคเคอเรล,
ปลาแอนโชวี่ รวมไปถึงปลาเทราต์ อุดมไปด้วย DHA
ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้มากในเรตินา ช่วยให้ห่างไกลโรคตาแห้ง…

0

แต่งหน้าไปฟิตเนสเบา ๆ ไม่ให้ใครจับโป๊ะได้

สาว ๆสายสตรองปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองและบุคลิกภาพไม่มีขาดตกบกพร่อง
แม้กระทั่งตอนไปฟิตเนสเทรนหุ่นสวยครั้นจะไปแบบหน้าเปล่าแล้วรอเล่นเวทให้ใบหน้ามีเลือดฝาดก็ใช่ที่การแต่งหน้าเบา ๆ
พอไม่ไห้โทรมแต่ก็ไม่โบ๊ะโปะไปจนคิดว่าออกงานกลางคืน
จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของสาว ๆ ที่กำลังจะไปฟิตเนส
ดังนั้นการแต่งหน้านี้ต้องมีเคล็ดลับเล็กน้อย ให้ผิวหน้าใส ๆ
ไปออกกำลังกายได้เต็มที่ ส่วนจะแต่งแบบไหนให้ผู้ชายทั้งหลายดูไม่ออก
บอกเลยว่ามันต้องใช้เทคนิคกันหน่อยงานนี้

1. ทากันแดดมีกลิตเตอร์
ครีมกันแดดถือเป็นของพื้นฐานที่สาว ๆ
ทุกคนควรใช้เป็นประจำไม่ว่าจะออกแดดหรืออยู่ในร่ม
ดังนั้นเมื่อต้องทาครีมกันแดดอยู่แล้วเราเคล็ดลับในการเพิ่มความสวย
ทำได้โดยเลือกทากันแดดแบบที่มีกลิตเตอร์ผสมอยู่
หรือแบบที่ปรับสีผิวให้หน้าสว่างขึ้นก็ได้
เพื่อหลีกเลี่ยงการลงรองพื้นและเมื่อเหงื่อออกจะทำให้เยิ้มจนคนที่วิ่งอยู๋ข้าง ๆ
ตกใจได้ การใช้เพียงกันแดดที่มีกลิตเตอร์หรือผสมสีที่ปรับผิวให้สว่างขึ้น
เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ดูเหมือนผิวหน้าของเราเปล่งปลั่งจากภายในได้แล้ว

2. ลงบลัชครีมให้ดูเลือดฝาด
ขณะออกกำลังกายใบหน้าของเราก็จะดูมีเลือดฝาดไปเองอยู่แล้ว
แต่ถ้าอยากให้สวยตั้งแต่ไปถึงฟิตเนส
ก็คงต้องพึ่งพาเครื่องสำอางอย่างบลัชครีมกันสักหน่อย
ถ้าใครไม่มีอาจจะใช้ทิ้นท์ หรือลิปสติกแทนก็ได้ เพียงแค่แตะ ๆ วนเบา ๆ
แล้วเกลี่ยให้เนียน ที่พองแก้ม
(ลองยิ้มกับกระจกแล้วแต้มไปบนจุดที่สูงที่สุดของแก้ม)
แค่นี้ก็แก้มแดงระเรื่อเหมือนวอร์มเบา ๆ มาจากบ้านได้แล้ว

3. ทาแป้งเด็กหรือแป้งอัดแข็งก็พอ
ให้เซ็ตผิวหน้าด้วยแป้งเด็ก หรือแป้งอัดแข็งก็ได้
หลีกเลี่ยงการโบกแป้งที่ผสมรองพื้น หรือแป้งที่ให้การปกปิดอย่างมาก
เพราะขณะที่ออกกำลังกายเหงื่อจะทะลุผิวออกมา
แม้จัเป็นเครื่องสำอางกันน้ำก็ไม่สามารถทนทานเหงื่อระดับนั้นได้
เสี่ยงจะเยิ้มเอาเปล่า ๆ ขอเพียงแตะแป้งฝุ่นลงไปให้ทั่วหน้า
แล้วใช้แปรงปัดฝุ่นส่วนเกินทิ้งบ้างจะได้ดูไม่วอกเกินไปก็เพียงพอแล้ว

4. งานคิ้วอย่าให้ขาด
คิ้วคือมงกุฎของหน้า ดังนั้นใครรู้ตัวว่าเป็นคนคิ้วบาง คิ้วโล้น
หรือกันคิ้วจนปล่อยหน้าสดออกจากบ้านไม่ได้แน่ ขอให้หยิบดินสอเขียนคิ้ว
หรือที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น มาร่างโครงคิ้วบาง ๆ สักเล็กน้อย
จากนั้นถมคิ้วด้วยการตวัดเป็นเส้น ๆ เหมือนเส้นขนคิ้ว
จากนั้นเซ็ตคิ้วด้วยมาสคาร่าใส รับรองว่าได้ลุคธรรมชาติ
แถมไม่ลบเลือกตอนออกกำลังกายด้วย

5. ทาทิ้นท์ด้านในแบบเกาหลี
ลงทิ้นท์ระเรื่อที่ขอบปากด้านใน
คำแนะนำของเราก็คือไม่ควรลงลิปสติกจัดหนัก
พิกเมนต์แน่นไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง แค่แตะทิ้นท์บาง ๆ
ที่ริมฝีปากด้านใน แล้วก็เม้มให้สีของทิ้นท์กระจายออกดดูระเรื่อ ๆ
ก็ได้ความเป็นธรรมชาติของสีปากแล้ว…

0

กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก แก้ไขด้วย 2 วิธีนี้

เรื่องเท้าเหม็นเป็นอะไรที่อี๋มาก ยิ่งใครเล่นกีฬาเสร็จใหม่ๆแล้วมาถอดถุงเท้ารองเท้าในห้องแอร์นะ ห้องแทบแตก
อีกอย่างเท้าเหม็นไม่ใช่สไตล์ ถึงจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับใครๆ ก็ได้แต่นี่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี
ลองไปดู 2 สเต็ปเหล่านี้ที่เรานำมาฝากกันจัดการกับเท้าเราก่อน
รักษาความสะอาดเป็นพิเศษกว่าที่เคย ให้ล้างน้ำ ถูสบู่ แล้วขัดถูทุกซอกมุมอาจใช้หินขัดเท้าร่วมด้วย
เช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งที่ล้างเท้าหมั่นทาครีมบำรุงผิวเท้าหรือวาสลีนเพื่อให้เท้านุ่มชุ่มชื้น
ไม่ใส่ถุงเท้า รองเท้า ขณะที่ครีมบำรุงยังชุ่มอยู่เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความอับชื้น
รักษาเท้าให้แห้งอยู่เสมอถ้าเท้าเปียกชื้นให้หาแป้งฝุ่นหรือผงดับกลิ่นเท้ามาทาให้ทั่ว
ก่อนใส่ถุงเท้าเพราะจะช่วยดูดซึมความชื้นได้ดีสเปรย์สมุนไพร สเปรย์ระงับกลิ่นเท้าก็ช่วยได้
สปาเท้าด้วยสูตรจากธรรมชาติ เช่น แช่เท้าในน้ำที่ใส่สารส้มแบบก้อน
ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือด่างทับทิมผสมน้ำอุ่น
ระหว่างที่แช่เท้าก็ขัดถูเท้าไปด้วย นอกเหนือจากนี้ก็มีเบคกิ้งโซดาผสมน้ำพอข้น
หรือน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยต่อน้ำอุ่น 1 กะละมังเล็กก็สามารถนำมาผสมกับน้ำแล้วแช่เท้าได้เหมือนกัน
น้ำยาเดทตอล หรือน้ำยาบ้วนปากก็นำมาผสมน้ำแช่เท้าได้ ให้ใช้ประมาณ 2-3 ฝา
ผสมกับน้ำ ระหว่างที่แช่เท้าก็ใช้แปรงทำความสะอาดขัดไปด้วย
เมื่อใช้เป็นประจำก็จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดี อีกทั้งยังลดปัญหาเท้าเหม็นได้อีกด้วย
ถุงเท้า จัดการยังไง
ซักถุงเท้าให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ ไม่นำถุงเท้าที่ใส่แล้วมาใส่ซ้ำอีกรอบ
นอกจากนี้ต้องตากถุงเท้าให้แห้ง
เพราะแบคทีเรียที่สะสมจะเป็นตัวการการเกิดกลิ่นเหม็น
และถ้าพอมีเวลาให้นำถุงเท้าไปแช่น้ำอุ่นหรือน้ำผสมผักซักฟอกก่อนซัก 30
นาทีเพื่อฆ่าเชื้อโรค
เลือกถุงเท้าที่เป็นผ้าฝ้าย 100% เพราะจะช่วยระบายอากาศได้ดี
สวมใส่ถุงเท้าที่ขนาดพอเหมาะ ไม่คับจนเกินไป เพราะทำให้ระบายอากาศได้น้อย
หากต้องสวมใส่รองเท้ากีฬา หรือรองเท้าหุ้มส้นที่ปิดหัวปิดท้าย
ควรสวมใส่ถุงเท้าด้วยทุกครั้ง
เมื่อนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ให้ถอดถุงเท้า รองเท้าออก เพื่อลดกลิ่นอับชื้น…