Category: สุขภาพ

0

เผย 5 เคล็ดลับ ‘เพิ่มผมหนา – ดกดำ’ บอกลาผมบาง

ผู้หญิงคนไหนกันแน่ที่มีผมหนาสวย ถือว่าโชคดีมีชัยไปกว่าครึ่งเพราะดูสวยมีเสน่ห์จนใครๆ
ก็หลงเสน่ห์ แต่สำหรับผู้หญิงที่มีผมบางอย่าเพิ่งนอยด์ไปค่ะ เพราะวันนี้เรามี เทคนิค
ที่จะช่วยทำให้ผมหนา บอกลาผมร่วงผมบางไปได้เลย พร้อมแล้วเราไปดูวิธีเหล่านี้กันเลยจ้า
1. 
ทานอาหารที่มีโปรตีน ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องผมบาง ผมร่วง 
แนะนำให้เลือกรับประทานอาหารที่มีโปรตีน จำพวก ไข่ ถั่ว นม เนื้อสัตว์ ปลา 
ให้มากขึ้นก็สามารถช่วยได้ เพราะจะช่วยให้ทำให้ผมดกดำและเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ
2. 
บำรุงผม เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมออกมามากมายให้เลือกใช้ หรือสาวๆ
ใครต้องการลองใช้เป็นการบำรุงผมด้วยสมุนไพรได้แก่ 
น้ำมันมะกอก มะกรูด หรือว่าหางจระเข้ ก็ช่วยทำให้ผมแข็งแรงได้เช่นกัน
3. 
เลี่ยงสารเคมี/ความร้อน สารเคมีหรือความร้อนจากเครื่องไดร์ หนีบ ดัดผม เหล่านี้ 
มีความรุนแรงต่อเส้นผมอาจทำให้เส้นผมชี้ฟู แห้งเสีย หนังศีรษะแห้ง 
และผมร่วงอย่างรุนแรงได้ ดังนั้นทางที่ดีความเลี่ยงไว้จะดีที่สุด
4. 
หมักผม ควรบำรุงเส้นผมให้หนานุ่มด้วยรีตเมนต์บำรุงผม 
หรือสูตรหมักผมจากธรรมชาติเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2
ครั้งจะช่วยให้เส้นผมแข็งแรง นุ่มขึ้น ลดปัญหาผมเสียต่างๆได้ดีมาก
5. 
เปลี่ยนวิธีเช็ดผม พยายามอย่าเช็ดผมอย่างรุนแรง หรือ ใช้ความร้อนช่วยให้ผมแห้งเร็ว 
เพราะว่าวิธีเหล่านี้จะทำให้ผมขาดหลุดร่วงได้ง่าย 
หรือถ้าหากว่าหลีกเลี่ยงการจัดแต่งทรงผมด้วยไดร์ ที่หนีบผม แกนม้วนผม ไม่ได้ 
ก็ควรจะใช้ระดับความร้อนต่ำ หรือเป่าด้วยพัดลมก็เป็นการปกป้องผมอีกหนึ่งวิธีค่ะ

0

เปิดเผยเคล็ดลับแก้ปัญหาผิวบางใสจนเห็นเส้นเลือด !

เชื่อว่ามีหลายคนที่มีผิวบางจนใสเห็นเส้นเลือด 
แต่ว่าหลายคนชอบเพราะว่าผิวสวยใสสไตล์เกาหลี 
แต่ขอบอกเลยว่ามันดูป่วยมากกว่านะค่ะ 
อีกอย่างใส่อะไรมาก็ดูไม่สวยเพราะเห็นเส้นเลือดเยอะไปหมด 
สรุปว่าวันนี้พวกเราจะมาแนะนำเคล็ดลับจัดการกับปัญหาผิวบาง
รับรองว่าผิวกลับมาสวยสุขภาพดีอย่างแน่นอนค่ะ

1. หาเวลาไปอาบแดดบ้าง การออกไปอาบแดดจะช่วยทำให้สีผิวของพวกเราเข้มขึ้น 
ช่วยหลอกตาไม่ใช้เห็นเส้นเลือดได้อย่างชัดเจน 
แต่ขอแนะนำให้อาบแดดที่เป็นช่วงเช้าเพราะว่าแดดไม่รุนแรงจนกระทั่งเกินความจำเป็น 
ต่อนี้ไปพวกเราก็จะกลายเป็นสาวที่มีผิวสุขภาพดีแล้วค่ะ

2. ออกกำลังกายเป็นประจำ การที่มีผิวบางทำให้หญิงอ่อนแอเกินความจำเป็น 
ดูอย่างกับว่าคนป่วยเหมือนพึ่งออกมาจากโรงบาล 
ก็เลยต้องหมั่นออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อเพื่อเสริมให้ลุคดูเป็นสาวแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

3. กินน้ำบ่อยๆ การกินน้ำนอกจากจะดีต่อผิวแล้ว 
ยังช่วยทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ช่วยให้ผิวอิ่มเพิ่มความชื้นแก่ร่างกาย
ไม่แห้งแตกเป็นขุย ควรทานน้ำอย่างน้อยวันละ แก้วต่อวัน เพื่อผิวและสุขภาพที่ดี

4. หลีกเลี่ยงการใช้กินแคร์กัดผิว สาวๆส่วนมากล้วนแล้วแต่ต้องการที่มีผิวขาว 
จนจะต้องใช้กินแคร์ที่มีส่วนผสมของ AHA
เพราะว่าจะช่วยทำให้ผิวหน้าและผิวกายกระจ่างขาวใสเพิ่มขึ้น 
แต่อย่าลืมไปนะค่ะว่า AHA ไม่ได้ทำให้ผิวใสอย่างเดียว 
ยังทำให้ผิวของคุณนั้นบางมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงจะเหมาะสมที่สุดค่ะ

5. ไม่ขัดผิวรุนแรง คนที่ผิวบางไม่ควรขัดผิวบ่อยเกินไป 
เนื่องจากการขัดผิวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออก 
ยิ่งจะทำให้ผิวบางยิ่งกว่าเดิม ที่สำคัญเมื่อเวลาที่เราขัดผิวไม่ควรขัดแรงกระทั่งเกินไป

6. ทาครีมกันแดดทุกวัน สาวผิวบางค่อนข้างมีผิวที่อ่อนแอกว่าผิวแบบอื่น 
ที่สำคัญก่อนออกไปนอกบ้านทุกครั้งอย่าลืมทาครีมกันแดด 
ถ้าหากไม่ทาเมื่อเวลาออกแดดจะมีผลให้แสบผิวหรือแดงได้

0

5 เทคนิคบรรเทาอาการง่วงโดยไม่ต้องพึ่ง “คาเฟอีน”

หลังจากที่ทานอาหารกลางวันเสร็จคนจำนวนมากชอบมีอาการง่วงนอนตามมา 
แต่จะให้นอนไปเลยก็คงไม่ได้เนื่องจากเดียวจะถูกเจ้านายหักเงินเอา จึงต้องหันไปพึ่ง
กาแฟ” ตัวช่วยที่จะทำให้หายจากอาการง่วงนอน 
แต่คุณรู้หรือไม่ว่านอกจากกาแฟจะทำให้หายง่วงแล้วยังมีอีก แนวทาง
ที่ทำให้หายง่วงนอนได้เหมือนกัน ซึ่งวิธีดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

1. พักสายตา เมื่อคุณทำงานติดต่อกันมาเป็นเวลานาน
ตาจะมีลักษณะอ่อนเพลียอย่างแน่นอน 
ดังนั้นคุณจึงควรพักสายตาด้วยการมองไปที่ไกลๆทุก 20 นาที 
ครั้งละ 20-30 วินาที วิธีการดังกล่าวจะช่วยให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลายได้

2. เดินยืดเส้นยืดสาย หากรู้สึกง่วงจะทำอะไรต่อไม่ได้ 
ขอแนะนำว่าให้ลุกขึ้นยืนเดินเล่นสัก 10-15 นาที ก็จะช่วยบรรเทาอาการง่วงได้
เพราะการเดินยืดเส้นยืดสายจะช่วยลดความตึงเครียดของร่างกายที่ต้องเจอมาตลอดทั้งวัน

3. ฟังเพลง การทำงานในที่เงียบๆเป็นเวลานานนอกจากจะทำให้คุณเหงาแล้ว 
ยังทำให้คุณง่วงอีกด้วย ดังนั้นคุณควรหาเพลงที่มีจังหวะเร็วๆมาฟัง 
เพราะเพลงสามารถช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและที่สำคัญช่วยทำให้มีสมาธิเพิ่มมากขึ้นด้วย

4. ทานขนม การทานอาหารกลางวันในปริมาณจะเกินความจำเป็น
จะก่อให้เกิดอาการง่วงนอนได้ ดังนั้นจึงควรทานในจำนวนที่เหมาะสม 
และก็ถ้าหากว่าง่วงมากมายก็สามารถทานของหวานได้ แต่ว่าควรที่จะเลือกของหวานที่ทานดี
เนื่องจากว่าถ้าเกิดทานของหวานมีแป้งหรือน้ำตาลเป็นจำนวนมากก็จะมีผลให้คุณอ้วนได้

5. กินน้ำ การกินน้ำเปล่าๆจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการตื่นตัวได้ 
เพราะเหตุว่าหากร่างกายได้รับน้ำในจำนวนที่เพียงพอ 
ก็จะช่วยปรับออกซิเจนภายในร่างกายเพิ่มขึ้นมาได้ ส่งผลให้มีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ
รวมทั้งที่สำคัญการดื่มน้ำช่วยทำให้สมองสดใสด้วย

0

แนะนำ 3 เคล็ดลับเผยผิวสุขภาพดี โดยไม่ต้องแต่งหน้า !

การแต่งหน้าทาปากก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่หญิงสาวในยุคปัจจุบัน
บางคนปกปิดจนกระทั่งผิวหน้าแถบไม่มีอากาศหายใจ กระทั่งเป็นหลายสาเหตุที่ทำให้ผิวหน้าไม่ใส
หมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ผิวขาดสมดุลความชุ่มชื้น สิว กระ ฝ้า และก็ปัญหาอีกเยอะมาก
หากไม่อยากหน้าพังมาฟังทางนี้ค่ะ เพราะวันนี้เราจะมาแนะนำ 3 เทคนิคเผยผิวหน้าสุขภาพดี
แบบไม่ต้องแต่งหน้า พร้อมแล้วพวกเราไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า

1. ทำความสะอาดหน้าให้สะอาด ถึงแม้ว่าพวกเราจะได้แต่งหน้า เราก็ต้องดูแลผิวหน้าให้สะอาด
ด้วยเหตุว่าในทุกวันพวกเราต้องออกไปเจอกับฝุ่น และก็สิ่งสกปรก หากหน้าที่ไม่สะอาด
อาจเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้หน้าของคุณเกิดปัญหาได้เช่น สิว ผื่นคัน
เพราะฉะนั้นวิธีการทำความสะอาดผิวหน้าก็เลยเป็นเรื่องจำเป็น โดยเริ่มจากการเซ็ดหน้าให้สะอาดก่อน
ต่อจากนั้นล้างหน้าด้วยโฟมที่ใช้ล้างหน้าสูตรอ่อนโยนต่อผิว 1 ครั้ง แล้วก็สุดท้ายให้เช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์
เพื่อกำจัดสิ่งปรกที่ตกค้างบนผิวหน้า พร้อมกับทาครีมบำรุงใบหน้าไปด้วย

2. บำรุงซ่อมแซมผิวหน้า อีกทางหนึ่งที่พวกเราพอจะช่วยตัวเองกันให้ดูดีแม้ไม่แต่งหน้าซึ่งก็คือ
การเลือกซื้อครีมดีๆมาทาบำรุ่งก่อนนอนและตอนตื่น ที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวทุกๆวัน
และก็ยังช่วยความชุ่มชื้น เพื่อให้ผิวภายนอกเรียบเนียนใส เพื่อให้ผิวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ
ควรเลือกใช้ครีมให้เหมาะสมกับผิวหน้า สำหรับใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับริ้วรอยควรเลือกใช้ครีมที่มี Anti
ที่ช่วยเติมเต็มผิวหน้าของเราให้เต็มอิ่ม อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญการมาร์คหน้าเป็นประจำเพื่อความชุ่มชื่นให้กับผิว

3. ปกป้องผิว เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า แดดเมืองไทยทำร้ายผิวของเราอย่างร้ายแรงมาก
แถมยังมีผลให้เกิดปัญหาผิวตามมา ทั้ง ฝ้า กระ จุดด่างดำ สิว ทำให้เกิดริ้วรอย
ด้วยเหตุนี้คุณควรซื้อครีมกัดแดดดีๆที่จะทำให้หน้าของคุณไม่เกิดอันตรายจากแสงแดด…

0

เลิกอาย ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้

โรคมะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งซึ่งสามารถป้องกันและก็ตรวจคัดกรองได้หลายแนวทาง
ผู้หญิงทุกคนควรจะได้รับการตรวจคัดกรอง เพื่อคุ้มครองโรครวมทั้งรักษาตั้งแต่ระยะแรก
แต่ปัญหาที่พบบ่อย คือหญิงบางคนมีความอายที่จะเข้ารับการตรวจภายใน
ทำให้พลาดโอกาสสำหรับเพื่อการตรวจพบรอยโรคระยะแรก หรือรอยโรคระยะก่อนลุกลาม
ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้หญิงทุกคนควรจะปรับทัศนคติเกี่ยวกับการตรวจภายใน
ละความอายที่จะเข้ารับการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะคนที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ซึ่งควรจะเข้ารับการตรวจตั้งแต่อายุ 25 ปี
ตรวจคัดกรอง โรคมะเร็งปากมดลูก จำเป็นเพียงใด?
โรคมะเร็งปากมดลูก มีเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี หลังติดเชื้อจะไม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งในทันทีทันใด
แต่ว่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่เซลล์เยื่อบุปากมดลูก อาจไม่มีอาการแสดงอะไร
ตรวจเจอได้จากการคัดกรอง ซึ่งระยะก่อนเป็นมะเร็งนี้ ใช้เวลานานเฉลี่ย 10-15 ปี
ก่อนตัวโรคมีการพัฒนาไปเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ดังนั้นถ้าหากรับบริการตรวจคัดกรอง
ตรวจภายในเป็นประจำ จะทำให้รักษา แล้วก็ป้องกันก่อนที่โรคจะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง ระยะลุกลาม
ซึ่งจะมีผลให้การรักษาได้ผลดีที่สุด

การป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก
*วัคซีน
*ตรวจภายในเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก
*หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
*กลุ่มคนที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีคู่รักหลายคน โดยไม่ป้องกัน
*ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (ผู้ติดเชื้อเอชไอวี, คนที่ได้รับยากดภูมิ ฯลฯ)
*การได้รับเชื้อเอชพีวีชนิดเสี่ยงสูง

อาการแสดงของมะเร็งปากมดลูก
อาการแสดงของโรคมีตั้งแต่ระยะที่ไม่แสดงอาการ ไปจนกระทั่งแสดงอาการแทรกซ้อนเช่น
ไตวาย การอุดกั้นของไตฉันพลับ หรืออาการแสดงในระยะที่โรคดำเนินไปถึงอวัยวะอื่นๆ
อาการส่วนใหญ่ที่มักพบที่สุดเป็นเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
มีตกขาวผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งอาการเหล่านี้ควรตรวจเพื่อหาสาเหตุความผิดปกติ…

0

คนอ้วนนอนกรน เสี่ยง หยุดหายใจ

เตือนผู้ที่มีน้ำหนักมากจนเกินไปหรือคนอ้วน ที่ชอบนอนกรนเสียงดังอยู่เสมอ
แล้วก็ง่วงมากจนเกินความจำเป็นในเวลากลางวันจัดว่าผิดปกติ หรือบางทีก็อาจจะหงุดหงิดง่าย
อย่าละเลยอาการอย่างนี้โดยเด็ดขาด
เพราะว่าบางครั้งก็อาจจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบบไม่รู้ตัว
ภาวะหยุดหายใจขณะที่กำลังนอนหลับ
คือ เป็นภาวะที่เกิดขึ้นมาจากการยุบตัวของทางเดินหายใจส่วนต้น
ทำให้เวลาที่พวกเราหลับนั้นร่างกายจะเกิดภาวะขาดออกซิเจนเป็นช่วงๆ
ซึ่งมีผลทำให้การนอนขาดตอน
ก็เลยทำให้สมองเกิดอาการง่วงนอนมากเกินไปในช่วงเวลากลางวัน
ซึ่งบางทีก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ขณะที่พวกเรากำลังขับรถยนต์
รวมทั้งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา อย่างเช่น โรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจรวมทั้งหลอดเลือด
กลุ่มเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ สามารถพบเจอได้ในทุกเพศทุกวัย
จะเกิดกับคนในวัยทอง คนอ้วน และอาจพบในเด็กที่มีต่อมทอนซิลและอดีนอยด์โต
มีปัญหาโครงสร้างใบหน้า หรือเด็กที่อ้วนส่วนใหญ่แล้วเพศชายมากกว่าผู้หญิง
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
1. นอนกรนเสียงดังอยู่เสมอ
2. บางครั้งตื่นมาแล้วรู้สึกว่าหายใจไม่ค่อยออก
3. อยากนอนมากเกินไปในเวลากลางวัน
4. ซึมเศร้า รำคาญง่าย
5. เวลาเข้านอนมักหยุดหายใจ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะหายใจแรง
กรนเสียงดังเป็นพักๆปะปนกับนิ่งเงียบ ในบางครั้งก็สำลักน้ำลาย
แนวทางป้องกันภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
1. พยายามควบคุมอาหาร และก็ควรจะบริหารร่างกายอย่างต่ำ 5 วัน/อาทิตย์ ครั้งละ 30 นาที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีน้ำหนักมากหรืออ้วน วิธีการนี้จะทำให้นอนกรนน้อยลงและก็หลับได้สบายขึ้น
2. พยายามนอนตะแคง อย่านอนหงาย
3. ห้ามทานยานอนหลับ เพราะอาจจะกดการหายใจ ซึ่งจะก่อให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้
4. เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน เนื่องจากว่าจะมีผลให้นอนไม่ต่อเนื่อง
5. หลีกเลี่ยงการขับรถขณะง่วง เพราะว่าอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้…

0

ดูแลจิตใจเด็กที่ถูกทำร้าย เพื่อจัดการกับความกลัว

ปัจจุบันมีข่าวคราวเกี่ยวกับการทำร้ายเกิดขึ้นมากในสังคมไทยอีกทั้งในเด็กรวมทั้งคนแก่
ส่งผลกระทบทั้งกายและใจ ก่อให้เกิดความฝังใจหรือรอยแผลที่ยากจะฟื้นฟูให้กลับมาอย่างเดิมได้
หลายครั้งทำให้คนที่ประสบภัยจากการถูกรังแก มีความหวาดกลัวแล้วก็ระแวงกระทั่งเปลี่ยนเป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิต
สำหรับเหยื่อที่เป็นเด็กเมื่อมีความหวาดกลัวเกิดขึ้นแล้ว บิดามารดาหรือผู้ดูแลควรจะให้การดูแลเอาใจใส่ด้วยความใกล้ชิดและก็เหมาะสม

ความหวาดกลัวของผู้ที่ถูกทำร้าย
เมื่อเจอกับสถานะการณ์ที่กระทบจิตใจ สมองจะพูดว่าสิ่งนั้นอันตรายแล้วก็น่ากลัว
ทำให้เมื่อพบสิ่งที่ดูคล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเผชิญ สมองก็เลยสั่งให้เลี่ยงสิ่งนั้น เช่น เหยื่อที่ถูกข่มขืน อาจกลัวเพศชายและก็หลบหลีกที่จะเข้าใกล้ ฯลฯ

การดูแลจิตใจเด็กที่ถูกทำร้าย
1.บิดามารดาหรือผู้ดูแลจะต้องทำให้เด็กรู้สึกไม่เป็นอันตรายด้วยวิธีต่างๆตั้งแต่คำพูดไปจนกระทั่งความประพฤติ
บางทีอาจบอกเด็กว่าจะอยู่ใกล้ๆไม่ทิ้งไปไหน ในส่วนของการกระทำอาจใช้วิธีกอดเพื่อรู้สึกไม่มีอันตราย เมื่อเด็กเกิดความกลัว
2.หลีกเลี่ยงคำพูดที่พูดว่าเรื่องนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องเล็ก เช่น ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก มันไม่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องกลัว ฯลฯ
3.รับฟังให้มากและแสดงออกถึงความเข้าใจ รับฟังความรู้สึกด้วยการเปิดใจ ไม่ตัดสิน
4.พยายามทำให้เด็กมั่นใจว่าเหตุนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก เช่น ในกรณีที่เด็กถูกล่วงละเมิดในสุขา
บางครั้งอาจจะแนะนำเด็กว่าเวลาเข้าห้องน้ำให้ไปกับเพื่อนหลายคน มีมาตรการชัดเจนที่จะทำให้เด็กรู้สึกไม่มีอันตรายว่าเรื่องนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ฯลฯ
5.ให้เวลาช่วยแก้ไขจิตใจเด็ก อย่าบังคับให้เด็กไปพบกับสิ่งที่กระตุ้นความหวาดกลัวของเด็ก
ถ้าหากเด็กยังไม่พร้อม อย่างเช่น ในกรณีที่เด็กกลัวเพศชายแม้แต่บิดาของตนเอง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนให้เด็กใกล้บิดา
ผู้เป็นบิดาบางทีอาจค่อยๆใกล้ลูก โดยใช้ความสัมพันธ์ของบิดาลูก ให้ลูกค่อยๆปรับภาวะจิตใจ
ทำความเข้าใจว่าบิดาไม่ใช่ผู้ที่อันตรายหรือน่ากลัว แล้วเด็กก็จะรู้สึกวางใจ

นอกเหนือจากการดูแลจิตใจหลังเด็กถูกทำร้าย ยังพบว่าบางครั้งเด็กที่ถูกทำร้ายก็ไม่กล้าบอกใครว่าตนเองถูกทำร้าย
บางทีอาจถูกขู่เข็ญไว้ หรือมีความกลัวด้วยความนึกคิดตนเอง รวมทั้งเหตุผลอื่น นับว่าเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องให้ความใส่ใจเช่นเดียวกัน ด้วยแนวทางต่างๆดังต่อไปนี้
1.สอนให้เด็กรู้เรื่องเกี่ยวกับการดูแลปกป้องสิทธิของตนเองตั้งแต่เล็กๆไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุ
บอกกับเด็กว่าร่างกายของเราเป็นสิทธิของเรา ไม่มีผู้ใดมีสิทธิทำอะไรกับร่างกายเราโดยที่เราไม่อนุญาต
ถ้าเกิดใครมากลั่นแกล้ง ล้อเลียน หรือรังแก จำเป็นต้องบอกบิดามารดาผู้ดูแลในทันที ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม
2.เลี่ยงการบอกถึงบทลงโทษที่น่ากลัวของผู้กระทำร้าย อย่างเช่น ถูกประหาร จำคุก ฯลฯ
ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดผู้ทำร้ายเป็นบุคคลใกล้ตัวเด็ก อย่างเช่น บิดา ตา ปู่ หรือบุคคลอื่น อาจจะทำให้เด็กไม่กล้าบอกเรื่องจริง
เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวจะได้รับบทลงโทษนั้น แต่ให้บอกกับเด็กว่าผู้ที่ทำผิดเป็นบุคคลที่ควรจะได้รับความช่วยเหลือ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ไปรังแกผู้ใดกันอีก
3.หลบหลีกการกล่าวโทษผู้ประสบเหตุให้เด็กฟัง เช่น สาเหตุที่โดนรังแกเพราะเดินคนเดียว
หรือโดนรังแกเพราะแต่งตัวไม่เรียบร้อย ถ้าเด็กกลายเป็นเหยื่อบางทีอาจไม่กล้าบอกใคร เนื่องจากกลัวถูกต่อว่าว่าเป็นเพราะตนเอง…

0

แนวทางการป้องกัน การเกิดอาหารเป็นพิษ

เมืองไทยเป็นประเทศที่มีลักษณะอากาศหนักไปในทางร้อน ก็เลยทำให้มีโอกาสสูงมากที่จะมีอาการป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ
ด้วยเหตุว่าเชื้อแบคทีเรียแล้วก็จุลินทรีย์จะเริ่มเติบโตได้ดีในที่มีอุณหภูมิสูง
เพราะฉะนั้นพวกเราก็เลยมีแนวทางป้องกันการเกิดอาหารเป็นพิษมาฝากกัน
1. รับประทานอาหารที่ปรุงซึ่งใช้ความร้อนขั้นต่ำ 70 องศาเซลเซียส
แล้วก็จำเป็นต้องปรุงให้สุกอย่างทั่วถึง
2. ล้างมือก่อนจะกินอาหาร ปรุงอาหาร แล้วก็หลังเข้าห้องสุขาทุกครั้ง
ทางที่ดีควรจะล้างมือทุกครั้งภายหลังที่เดินทางกลับมาถึงบ้าน
เพราะพวกเราอาจจะเผลอไปสัมผัสเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น เวลากดลิฟต์ จับราวบันได ฯลฯ
3. แยกของกินที่ยังไม่ได้ผ่านความร้อนออกมาจากของกินที่ผ่านความร้อนเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นในวิธีการเตรียมวัตถุดิบ การแบ่งภาชนะในการใส่ การใช้มีดรวมทั้งเขียง
เพราะว่าการใช้ของด้วยกันสามารถทำให้เชื้อแพร่ไปได้
4. ใช้น้ำที่สะอาดสำหรับการทำกับข้าวแล้วก็ชำระล้างอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเพื่อการทำของกินแล้วก็กินอาหารให้สะอาดที่สุด
และที่สำคัญเลือกกินอาหารที่สดใสอยู่เป็นประจำ
อย่ามั่วแต่จับจ่ายซื้อของราคาถูก เพราะว่าเสียดายเงิน
5. ถ้ามีความสำคัญที่จะต้องกินอาหารใส่ถุงกันร้อน
ควรที่จะเลือกซื้อจากร้านค้าที่อาหารได้รับการปิดด้วยภาชนะที่มิดชิด
นอกเหนือจากนี้ยังจำต้องดูด้วยว่าพ่อค้าหรือแม่ค้ามีอุปกรณ์ป้องกันสิ่งสกปรกต่างๆด้วย อย่างเช่น ผ้ากันเปือน หมวกคุมผม ฯลฯ
แล้วก็ก่อนจะกินอาหารที่ซื้อมาควรจะอุ่นให้ร้อนมากก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคอีกหนึ่งทาง
6. ถ้าต้องการเก็บของกินที่ทานเหลือไว้อุ่นทานต่อควรที่จะเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิด
ที่สำคัญจะต้องเก็บเอาไว้ในที่ๆมีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส
และไม่ควรจะทิ้งของกินปรุงสุกในในอุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมง เนื่องจากว่าอาจส่งผลให้ของกินเสียได้…

0

การใช้ชีวิตที่ถูกต้องช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการสายตาสั้นได้

อาการสายตาสั้นเป็นสิ่งที่ใครก็สามารถเป็นกันได้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ส่งผลเสียหายอะไรนัก
แต่มันก็สร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตได้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นลองมาดูวิธีป้องกันดูก่อน
เรื่องของสายตานั้นเป็นสิ่งที่สืบทอดผ่านทางพันธุกรรมอยู่เหมือนกัน
สังเกตได้ว่าถ้าหากว่าพ่อแม่หรือบรรพบุรุษมีอาการสายตาสั้น
เราก็จะมีโอกาสสายตาสั้นตามไปด้วยสูงมาก
แต่หากว่าไม่ใช่อาการทางพันธุกรรมแล้ว
บอกได้เลยว่ามันพอจะมีวิธีป้องกันไม่ให้สายตาสั้น
เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย และไม่เสียบุคลิก
ก่อนอื่นเลยในช่วงวัยเด็กให้หมั่นตรวจเช็คสายตาอยู่เสมอ
ถ้าหากว่าเริ่มรู้ว่าสั้นผิดปกติ ก็ให้ไปตรวจเช็คให้เรียบร้อยที่โรงพยาบาล
เพื่อตัดแว่นมาใส่ ทุกอย่างจะได้ไม่แย่ลงไป
ขณะที่การใช้สายตามากจนเกินไปนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้สายตาสั้นอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจผิดกัน
อย่างเช่นการอ่านหนังสือเยอะ, นอนอ่านหนังสือ,
ใช้คอมพิวเตอร์เยอะ หรือว่าดูโทรทัศน์แบบใกล้เกินไป
นี่คือสิ่งที่เกิดมาจากธรรมชาติของคนคนนั้น ไม่สามารถป้องกันได้
แต่สิ่งที่สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
หรือป้องกันไม่ให้สายตาที่สั้นอยู่แล้วสั้นลงไปอีกก็คือการหมั่นตรวจสุขภาพตาสม่ำเสมอ
ควบคุมดูแลตัวเองไม่ให้อาการป่วยกำเริบหรือว่าแย่ลง
อย่างเช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน หรือว่าความดันโลหิตสูง
เพราะว่าปัญหาสุขภาพในบางอย่างนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้การมองเห็นแย่ลงได้เช่นกัน
เมื่อใดก็ตามที่ออกนอกสถานที่และพบว่าเป็นที่ที่มีแสงจ้า
ควรสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสียูวีเพื่อถนอมสายตา
ขณะที่ถ้าใช้งานสายตาหนักๆ ก็ควรพักบ้างเพื่อไม่ให้เกิดอาการล้า
คอยหมั่นสังเกตด้วยว่าเรามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ เช่นภาพหายกะทันหัน,
เห็นแสงจ้า หรือว่าเกิดจุดดำขึ้นในการมองเห็น
เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ ได้ด้วย
เช่นโรคหลอดเลือดในสมอง, โรคต้อหิน หรือว่าเกิดภาวะกระจกตาลอก
ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้าหากมีอาการก็ควรไปพบแพทย์จะเป็นเรื่องที่ดี
สำหรับอาการที่ช่วยบำรุงสายตานั้นก็คือ อย่างเช่นผักใบเขียว, ผลไม้
รวมไปถึงปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 การงดสูบบุหรี่ก็เป็นเรื่องที่ดี
เพราะว่าจะช่วยให้สุขภาพดวงตาและร่างกายดีขึ้น
ขณะที่ใครก็ตามที่มีอาการสายตาสั้นอยู่แล้ว
ควรที่จะใช้เลนส์ที่เข้ากับค่าสายตาของตัวเอง
พยายามหมั่นวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้เลนส์ที่เหมาะสมที่สุด
ไม่เช่นนั้นทุกอย่างอาจจะแย่ลงได้
นี่แหละคือการใช้ชีวิตที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้สายตาที่สั้นอยู่แล้วแย่ลงไปอีก…

0

มีกลิ่นปากทำอย่างไรดี

ปัญหากลิ่นปาก ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับบุคลิกภาพของทุกคน กลิ่นปากที่มีปัญหานั้น
หากฟังดูผิวเผิน หลายคนอาจจะคิดว่า มักจะเกิดมาจากปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก
แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกมากที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
1.ปัญหาสุขภาพของฟัน เช่น ฟันผุ จนกระทั่งกลายเป็นแหล่งสะสม
ของเศษอาหารที่รับประทานเข้าไปรวมถึงหากมีความรุนแรง ก็จะกลายหนองขึ้นมา
ซึ่งจะทำให้กลิ่นปากรุนแรงมากขึ้นไปอีก
2.โรคเกี่ยวกับเหงือก เช่น ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่หินปูน
ไปจับตัวอยู่บริเวณที่ฐานของฟันเป็นจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นช่องว่าง
ซึ่งทำให้เกิดเป็นการสะสมของเศษอาหารต่างๆดังนั้นควรไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
เพื่อจัดการขูดหินปูนออกให้หมด
3.ผู้ที่กำลังป่วย เช่นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และต่อมทอมซิล ก็อาจทำให้เกิดกลิ่นปากได้
วิธีดับกลิ่นปาก
-ดื่มน้ำเยอะ ๆ น้ำลายสามารถช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุของกลิ่นปากออกไปได้ก็จริง
แต่ถ้าหากเราดื่มน้ำไม่เพียงพอก็จะทำให้น้ำลายหลั่งออกมาน้อย ส่งผลให้เศษอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในปากบูดเน่าได้
-เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 2-3 เดือน
แปรงสีฟันถือเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ดีอย่างหนึ่งเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากก็จะติดไปอยู่กับแปรงสีฟัน
และถ้าเราทำความสะอาดแปรงสีฟันไม่ดี เชื้อเหล่านั้นก็จะยังเจริญเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ
เมื่อเราหยิบมาแปรงฟันอีกครั้งเชื้อเหล่านั้นก็จะกลับเข้าไปอยู่ในปากเพิ่มมากขึ้น
-รับประทานผักสด ๆ ให้มากขึ้น การรับประทานผักสด ๆ อย่างแครอท ขึ้นฉ่าย หรือแอปเปิลสด ๆ
ไฟเบอร์จากผักผลไม้เหล่านี้จะช่วยให้กลิ่นปากหายไปได้
เพราะวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้จะเข้าไปช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้
แข็งแรงทำให้ร่างสามารถสร้างสารที่จะมาต่อสู้กับแบคทีเรียในร่างกายได้มากขึ้น
-บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีง่าย ๆ ในการขจัดกลิ่นปาก
เพราะน้ำเกลือจะเข้าไปช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากและคอออกไปได้
-เลี่ยงทานอาหารที่มีกลิ่นแรง ถ้าการรับประทานอาหารเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากก็ควรหันมาระมัด
ระวังในการรับประทานอาหารมากขึ้น เลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง อาทิ กระเทียม ต้นหอม หรือของหมักดอง
-หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก รวมทั้งงดสูบบุหรี่ด้วย
-อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย…