Category: สุขภาพ

0

คนอ้วนนอนกรน เสี่ยง หยุดหายใจ

เตือนผู้ที่มีน้ำหนักมากจนเกินไปหรือคนอ้วน ที่ชอบนอนกรนเสียงดังอยู่เสมอ
แล้วก็ง่วงมากจนเกินความจำเป็นในเวลากลางวันจัดว่าผิดปกติ หรือบางทีก็อาจจะหงุดหงิดง่าย
อย่าละเลยอาการอย่างนี้โดยเด็ดขาด
เพราะว่าบางครั้งก็อาจจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบบไม่รู้ตัว
ภาวะหยุดหายใจขณะที่กำลังนอนหลับ
คือ เป็นภาวะที่เกิดขึ้นมาจากการยุบตัวของทางเดินหายใจส่วนต้น
ทำให้เวลาที่พวกเราหลับนั้นร่างกายจะเกิดภาวะขาดออกซิเจนเป็นช่วงๆ
ซึ่งมีผลทำให้การนอนขาดตอน
ก็เลยทำให้สมองเกิดอาการง่วงนอนมากเกินไปในช่วงเวลากลางวัน
ซึ่งบางทีก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ขณะที่พวกเรากำลังขับรถยนต์
รวมทั้งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา อย่างเช่น โรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจรวมทั้งหลอดเลือด
กลุ่มเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ สามารถพบเจอได้ในทุกเพศทุกวัย
จะเกิดกับคนในวัยทอง คนอ้วน และอาจพบในเด็กที่มีต่อมทอนซิลและอดีนอยด์โต
มีปัญหาโครงสร้างใบหน้า หรือเด็กที่อ้วนส่วนใหญ่แล้วเพศชายมากกว่าผู้หญิง
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
1. นอนกรนเสียงดังอยู่เสมอ
2. บางครั้งตื่นมาแล้วรู้สึกว่าหายใจไม่ค่อยออก
3. อยากนอนมากเกินไปในเวลากลางวัน
4. ซึมเศร้า รำคาญง่าย
5. เวลาเข้านอนมักหยุดหายใจ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะหายใจแรง
กรนเสียงดังเป็นพักๆปะปนกับนิ่งเงียบ ในบางครั้งก็สำลักน้ำลาย
แนวทางป้องกันภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
1. พยายามควบคุมอาหาร และก็ควรจะบริหารร่างกายอย่างต่ำ 5 วัน/อาทิตย์ ครั้งละ 30 นาที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีน้ำหนักมากหรืออ้วน วิธีการนี้จะทำให้นอนกรนน้อยลงและก็หลับได้สบายขึ้น
2. พยายามนอนตะแคง อย่านอนหงาย
3. ห้ามทานยานอนหลับ เพราะอาจจะกดการหายใจ ซึ่งจะก่อให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้
4. เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน เนื่องจากว่าจะมีผลให้นอนไม่ต่อเนื่อง
5. หลีกเลี่ยงการขับรถขณะง่วง เพราะว่าอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้…

0

ดูแลจิตใจเด็กที่ถูกทำร้าย เพื่อจัดการกับความกลัว

ปัจจุบันมีข่าวคราวเกี่ยวกับการทำร้ายเกิดขึ้นมากในสังคมไทยอีกทั้งในเด็กรวมทั้งคนแก่
ส่งผลกระทบทั้งกายและใจ ก่อให้เกิดความฝังใจหรือรอยแผลที่ยากจะฟื้นฟูให้กลับมาอย่างเดิมได้
หลายครั้งทำให้คนที่ประสบภัยจากการถูกรังแก มีความหวาดกลัวแล้วก็ระแวงกระทั่งเปลี่ยนเป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิต
สำหรับเหยื่อที่เป็นเด็กเมื่อมีความหวาดกลัวเกิดขึ้นแล้ว บิดามารดาหรือผู้ดูแลควรจะให้การดูแลเอาใจใส่ด้วยความใกล้ชิดและก็เหมาะสม

ความหวาดกลัวของผู้ที่ถูกทำร้าย
เมื่อเจอกับสถานะการณ์ที่กระทบจิตใจ สมองจะพูดว่าสิ่งนั้นอันตรายแล้วก็น่ากลัว
ทำให้เมื่อพบสิ่งที่ดูคล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเผชิญ สมองก็เลยสั่งให้เลี่ยงสิ่งนั้น เช่น เหยื่อที่ถูกข่มขืน อาจกลัวเพศชายและก็หลบหลีกที่จะเข้าใกล้ ฯลฯ

การดูแลจิตใจเด็กที่ถูกทำร้าย
1.บิดามารดาหรือผู้ดูแลจะต้องทำให้เด็กรู้สึกไม่เป็นอันตรายด้วยวิธีต่างๆตั้งแต่คำพูดไปจนกระทั่งความประพฤติ
บางทีอาจบอกเด็กว่าจะอยู่ใกล้ๆไม่ทิ้งไปไหน ในส่วนของการกระทำอาจใช้วิธีกอดเพื่อรู้สึกไม่มีอันตราย เมื่อเด็กเกิดความกลัว
2.หลีกเลี่ยงคำพูดที่พูดว่าเรื่องนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องเล็ก เช่น ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก มันไม่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องกลัว ฯลฯ
3.รับฟังให้มากและแสดงออกถึงความเข้าใจ รับฟังความรู้สึกด้วยการเปิดใจ ไม่ตัดสิน
4.พยายามทำให้เด็กมั่นใจว่าเหตุนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก เช่น ในกรณีที่เด็กถูกล่วงละเมิดในสุขา
บางครั้งอาจจะแนะนำเด็กว่าเวลาเข้าห้องน้ำให้ไปกับเพื่อนหลายคน มีมาตรการชัดเจนที่จะทำให้เด็กรู้สึกไม่มีอันตรายว่าเรื่องนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ฯลฯ
5.ให้เวลาช่วยแก้ไขจิตใจเด็ก อย่าบังคับให้เด็กไปพบกับสิ่งที่กระตุ้นความหวาดกลัวของเด็ก
ถ้าหากเด็กยังไม่พร้อม อย่างเช่น ในกรณีที่เด็กกลัวเพศชายแม้แต่บิดาของตนเอง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนให้เด็กใกล้บิดา
ผู้เป็นบิดาบางทีอาจค่อยๆใกล้ลูก โดยใช้ความสัมพันธ์ของบิดาลูก ให้ลูกค่อยๆปรับภาวะจิตใจ
ทำความเข้าใจว่าบิดาไม่ใช่ผู้ที่อันตรายหรือน่ากลัว แล้วเด็กก็จะรู้สึกวางใจ

นอกเหนือจากการดูแลจิตใจหลังเด็กถูกทำร้าย ยังพบว่าบางครั้งเด็กที่ถูกทำร้ายก็ไม่กล้าบอกใครว่าตนเองถูกทำร้าย
บางทีอาจถูกขู่เข็ญไว้ หรือมีความกลัวด้วยความนึกคิดตนเอง รวมทั้งเหตุผลอื่น นับว่าเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องให้ความใส่ใจเช่นเดียวกัน ด้วยแนวทางต่างๆดังต่อไปนี้
1.สอนให้เด็กรู้เรื่องเกี่ยวกับการดูแลปกป้องสิทธิของตนเองตั้งแต่เล็กๆไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุ
บอกกับเด็กว่าร่างกายของเราเป็นสิทธิของเรา ไม่มีผู้ใดมีสิทธิทำอะไรกับร่างกายเราโดยที่เราไม่อนุญาต
ถ้าเกิดใครมากลั่นแกล้ง ล้อเลียน หรือรังแก จำเป็นต้องบอกบิดามารดาผู้ดูแลในทันที ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม
2.เลี่ยงการบอกถึงบทลงโทษที่น่ากลัวของผู้กระทำร้าย อย่างเช่น ถูกประหาร จำคุก ฯลฯ
ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดผู้ทำร้ายเป็นบุคคลใกล้ตัวเด็ก อย่างเช่น บิดา ตา ปู่ หรือบุคคลอื่น อาจจะทำให้เด็กไม่กล้าบอกเรื่องจริง
เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวจะได้รับบทลงโทษนั้น แต่ให้บอกกับเด็กว่าผู้ที่ทำผิดเป็นบุคคลที่ควรจะได้รับความช่วยเหลือ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ไปรังแกผู้ใดกันอีก
3.หลบหลีกการกล่าวโทษผู้ประสบเหตุให้เด็กฟัง เช่น สาเหตุที่โดนรังแกเพราะเดินคนเดียว
หรือโดนรังแกเพราะแต่งตัวไม่เรียบร้อย ถ้าเด็กกลายเป็นเหยื่อบางทีอาจไม่กล้าบอกใคร เนื่องจากกลัวถูกต่อว่าว่าเป็นเพราะตนเอง…

0

แนวทางการป้องกัน การเกิดอาหารเป็นพิษ

เมืองไทยเป็นประเทศที่มีลักษณะอากาศหนักไปในทางร้อน ก็เลยทำให้มีโอกาสสูงมากที่จะมีอาการป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ
ด้วยเหตุว่าเชื้อแบคทีเรียแล้วก็จุลินทรีย์จะเริ่มเติบโตได้ดีในที่มีอุณหภูมิสูง
เพราะฉะนั้นพวกเราก็เลยมีแนวทางป้องกันการเกิดอาหารเป็นพิษมาฝากกัน
1. รับประทานอาหารที่ปรุงซึ่งใช้ความร้อนขั้นต่ำ 70 องศาเซลเซียส
แล้วก็จำเป็นต้องปรุงให้สุกอย่างทั่วถึง
2. ล้างมือก่อนจะกินอาหาร ปรุงอาหาร แล้วก็หลังเข้าห้องสุขาทุกครั้ง
ทางที่ดีควรจะล้างมือทุกครั้งภายหลังที่เดินทางกลับมาถึงบ้าน
เพราะพวกเราอาจจะเผลอไปสัมผัสเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น เวลากดลิฟต์ จับราวบันได ฯลฯ
3. แยกของกินที่ยังไม่ได้ผ่านความร้อนออกมาจากของกินที่ผ่านความร้อนเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นในวิธีการเตรียมวัตถุดิบ การแบ่งภาชนะในการใส่ การใช้มีดรวมทั้งเขียง
เพราะว่าการใช้ของด้วยกันสามารถทำให้เชื้อแพร่ไปได้
4. ใช้น้ำที่สะอาดสำหรับการทำกับข้าวแล้วก็ชำระล้างอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเพื่อการทำของกินแล้วก็กินอาหารให้สะอาดที่สุด
และที่สำคัญเลือกกินอาหารที่สดใสอยู่เป็นประจำ
อย่ามั่วแต่จับจ่ายซื้อของราคาถูก เพราะว่าเสียดายเงิน
5. ถ้ามีความสำคัญที่จะต้องกินอาหารใส่ถุงกันร้อน
ควรที่จะเลือกซื้อจากร้านค้าที่อาหารได้รับการปิดด้วยภาชนะที่มิดชิด
นอกเหนือจากนี้ยังจำต้องดูด้วยว่าพ่อค้าหรือแม่ค้ามีอุปกรณ์ป้องกันสิ่งสกปรกต่างๆด้วย อย่างเช่น ผ้ากันเปือน หมวกคุมผม ฯลฯ
แล้วก็ก่อนจะกินอาหารที่ซื้อมาควรจะอุ่นให้ร้อนมากก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคอีกหนึ่งทาง
6. ถ้าต้องการเก็บของกินที่ทานเหลือไว้อุ่นทานต่อควรที่จะเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิด
ที่สำคัญจะต้องเก็บเอาไว้ในที่ๆมีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส
และไม่ควรจะทิ้งของกินปรุงสุกในในอุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมง เนื่องจากว่าอาจส่งผลให้ของกินเสียได้…

0

การใช้ชีวิตที่ถูกต้องช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการสายตาสั้นได้

อาการสายตาสั้นเป็นสิ่งที่ใครก็สามารถเป็นกันได้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ส่งผลเสียหายอะไรนัก
แต่มันก็สร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตได้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นลองมาดูวิธีป้องกันดูก่อน
เรื่องของสายตานั้นเป็นสิ่งที่สืบทอดผ่านทางพันธุกรรมอยู่เหมือนกัน
สังเกตได้ว่าถ้าหากว่าพ่อแม่หรือบรรพบุรุษมีอาการสายตาสั้น
เราก็จะมีโอกาสสายตาสั้นตามไปด้วยสูงมาก
แต่หากว่าไม่ใช่อาการทางพันธุกรรมแล้ว
บอกได้เลยว่ามันพอจะมีวิธีป้องกันไม่ให้สายตาสั้น
เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย และไม่เสียบุคลิก
ก่อนอื่นเลยในช่วงวัยเด็กให้หมั่นตรวจเช็คสายตาอยู่เสมอ
ถ้าหากว่าเริ่มรู้ว่าสั้นผิดปกติ ก็ให้ไปตรวจเช็คให้เรียบร้อยที่โรงพยาบาล
เพื่อตัดแว่นมาใส่ ทุกอย่างจะได้ไม่แย่ลงไป
ขณะที่การใช้สายตามากจนเกินไปนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้สายตาสั้นอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจผิดกัน
อย่างเช่นการอ่านหนังสือเยอะ, นอนอ่านหนังสือ,
ใช้คอมพิวเตอร์เยอะ หรือว่าดูโทรทัศน์แบบใกล้เกินไป
นี่คือสิ่งที่เกิดมาจากธรรมชาติของคนคนนั้น ไม่สามารถป้องกันได้
แต่สิ่งที่สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
หรือป้องกันไม่ให้สายตาที่สั้นอยู่แล้วสั้นลงไปอีกก็คือการหมั่นตรวจสุขภาพตาสม่ำเสมอ
ควบคุมดูแลตัวเองไม่ให้อาการป่วยกำเริบหรือว่าแย่ลง
อย่างเช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน หรือว่าความดันโลหิตสูง
เพราะว่าปัญหาสุขภาพในบางอย่างนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้การมองเห็นแย่ลงได้เช่นกัน
เมื่อใดก็ตามที่ออกนอกสถานที่และพบว่าเป็นที่ที่มีแสงจ้า
ควรสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสียูวีเพื่อถนอมสายตา
ขณะที่ถ้าใช้งานสายตาหนักๆ ก็ควรพักบ้างเพื่อไม่ให้เกิดอาการล้า
คอยหมั่นสังเกตด้วยว่าเรามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ เช่นภาพหายกะทันหัน,
เห็นแสงจ้า หรือว่าเกิดจุดดำขึ้นในการมองเห็น
เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ ได้ด้วย
เช่นโรคหลอดเลือดในสมอง, โรคต้อหิน หรือว่าเกิดภาวะกระจกตาลอก
ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้าหากมีอาการก็ควรไปพบแพทย์จะเป็นเรื่องที่ดี
สำหรับอาการที่ช่วยบำรุงสายตานั้นก็คือ อย่างเช่นผักใบเขียว, ผลไม้
รวมไปถึงปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 การงดสูบบุหรี่ก็เป็นเรื่องที่ดี
เพราะว่าจะช่วยให้สุขภาพดวงตาและร่างกายดีขึ้น
ขณะที่ใครก็ตามที่มีอาการสายตาสั้นอยู่แล้ว
ควรที่จะใช้เลนส์ที่เข้ากับค่าสายตาของตัวเอง
พยายามหมั่นวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้เลนส์ที่เหมาะสมที่สุด
ไม่เช่นนั้นทุกอย่างอาจจะแย่ลงได้
นี่แหละคือการใช้ชีวิตที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้สายตาที่สั้นอยู่แล้วแย่ลงไปอีก…

0

มีกลิ่นปากทำอย่างไรดี

ปัญหากลิ่นปาก ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับบุคลิกภาพของทุกคน กลิ่นปากที่มีปัญหานั้น
หากฟังดูผิวเผิน หลายคนอาจจะคิดว่า มักจะเกิดมาจากปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก
แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกมากที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
1.ปัญหาสุขภาพของฟัน เช่น ฟันผุ จนกระทั่งกลายเป็นแหล่งสะสม
ของเศษอาหารที่รับประทานเข้าไปรวมถึงหากมีความรุนแรง ก็จะกลายหนองขึ้นมา
ซึ่งจะทำให้กลิ่นปากรุนแรงมากขึ้นไปอีก
2.โรคเกี่ยวกับเหงือก เช่น ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่หินปูน
ไปจับตัวอยู่บริเวณที่ฐานของฟันเป็นจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นช่องว่าง
ซึ่งทำให้เกิดเป็นการสะสมของเศษอาหารต่างๆดังนั้นควรไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
เพื่อจัดการขูดหินปูนออกให้หมด
3.ผู้ที่กำลังป่วย เช่นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และต่อมทอมซิล ก็อาจทำให้เกิดกลิ่นปากได้
วิธีดับกลิ่นปาก
-ดื่มน้ำเยอะ ๆ น้ำลายสามารถช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุของกลิ่นปากออกไปได้ก็จริง
แต่ถ้าหากเราดื่มน้ำไม่เพียงพอก็จะทำให้น้ำลายหลั่งออกมาน้อย ส่งผลให้เศษอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในปากบูดเน่าได้
-เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 2-3 เดือน
แปรงสีฟันถือเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ดีอย่างหนึ่งเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากก็จะติดไปอยู่กับแปรงสีฟัน
และถ้าเราทำความสะอาดแปรงสีฟันไม่ดี เชื้อเหล่านั้นก็จะยังเจริญเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ
เมื่อเราหยิบมาแปรงฟันอีกครั้งเชื้อเหล่านั้นก็จะกลับเข้าไปอยู่ในปากเพิ่มมากขึ้น
-รับประทานผักสด ๆ ให้มากขึ้น การรับประทานผักสด ๆ อย่างแครอท ขึ้นฉ่าย หรือแอปเปิลสด ๆ
ไฟเบอร์จากผักผลไม้เหล่านี้จะช่วยให้กลิ่นปากหายไปได้
เพราะวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้จะเข้าไปช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้
แข็งแรงทำให้ร่างสามารถสร้างสารที่จะมาต่อสู้กับแบคทีเรียในร่างกายได้มากขึ้น
-บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีง่าย ๆ ในการขจัดกลิ่นปาก
เพราะน้ำเกลือจะเข้าไปช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากและคอออกไปได้
-เลี่ยงทานอาหารที่มีกลิ่นแรง ถ้าการรับประทานอาหารเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากก็ควรหันมาระมัด
ระวังในการรับประทานอาหารมากขึ้น เลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง อาทิ กระเทียม ต้นหอม หรือของหมักดอง
-หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก รวมทั้งงดสูบบุหรี่ด้วย
-อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย…

0

เสลดพังพอนตัวเมีย แก้สิว แก้แผล ได้ผลดีเกินคาด

เสลดพังพอนตัวเมีย เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ลิ้นมังกร ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่),
พญาปล้องคำ (ลำปาง), พญาปล้องทอง (ภาคกลาง), ลิ้นงูเห่า พญายอ (ทั่วไป), โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
เสลดพังพอนตัวเมีย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถา มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆ มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร
ลำต้นมีลักษณะเกลี้ยง ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ลำต้นมีลักษณะกลม ผิวเรียบเป็นปล้องสีเขียว
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำหรือแยกเหง้าแขนงไปปลูก ขณะเดียวกัน เสลดพังพอนตัวเมีย
ยังเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี
มีแสงแดดจัด มีเขตการกระจายพันธุ์ใน จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไทย
โดยในไทยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศ
ส่วน ใบเสลดพังพอนตัวเมีย จะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก
รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ
ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-9 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ
ด้าน ดอกเสลดพังพอนตัวเมีย
ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3-6ดอก กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด
ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ ปากล่างและปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ
โดยกลีบดอกจะเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบดอกนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่ากัน
มีขนเป็นต่อมเหนียวอยู่โดยรอบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยงไม่มีขน
ออกดอกในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม แต่มักจะไม่ค่อยออกดอก
ซึ่ง เสลดพังพอน เป็นชื่อพ้องของพรรณไม้ 2 ชนิด คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย
จะแตกต่างกันตรงที่เสลดพังพอนตัวผู้ลำต้นจะมีหนามและมีดอกเป็นสีเหลือง
ส่วนเสลดพังพอนตัวเมียลำต้นจะไม่มีหนามและมีดอกเป็นสีแดงส้มดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการสับสน
หลายตำราจึงนิยมเรียกเสลดพังพอนตัวเมีย ว่า “พญายอ” หรือ“พญาปล้องทอง” ขณะที่ เสลดพังพอนตัวผู้
จะมีสรรพคุณทางยาอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมียและตำรายาไทยนิยมนำมาใช้ทำยากันมาก
สรรพคุณที่น่าสนใจของ เสลดพังพอนตัวเมีย มีมากมายหลายอย่าง แต่ที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้คือ
ใช้แก้สิวเม็ดผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาดองกับเหล้า แล้วผสมดินสอพองใช้ทาแก้สิวและเม็ดผดผื่นคัน
นอกจากนี้ยังใช้ใบสดประมาณ 5 ใบ นำมาตำพอกบริเวณแผลสัก 10 นาที
ใช้รักษาแผลจากสุนัขกัดมีเลือดไหลได้หรือใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผล แผลจะแห้ง
หรือจะใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้า ใช้เป็นยาพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
จะมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนได้ดีขณะที่อีกตำราระบุว่ายังช่วยรักษาแผลเปื่อยเนื่องจากถูกแมงกะพรุนไฟ แผลสุนัขกัด
และแผลที่เกิดจากการถูกกรดได้อีกด้วยเพียงแค่นำใบไปหุงกับน้ำมัน แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นนั่นเอง…

0

การรักษาสุขภาพตาของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมุ่งมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆทั้งโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
แต่อวัยวะที่ร่างกายต้องใช้ทุกวันอย่างดวงตาบางครั้งจะได้รับความสนใจน้อยกว่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า
ได้มีการสำรวจสุขภาพตาของคนที่มีอายุ 50ปี ทั่วโลก 45 ล้านคนพบว่า 80%มักมีปัญหาเรื่องสายตา
เเละต่อจากนี้ไปคือความผิดปกติทางสายตาที่มีความสัมพันธ์กับอายุที่ผู้สูงวัยควรระวังคือ การเกิดต้อกระจก จะเริ่มตั้งแต่อายุ 40ต้นๆ
การเกิดต้อกระจกเปรียบเสมือนฝ้าที่เกิดขึ้นบนกระจกใส ทำให้มองเห็นไม่ชัดอาการน่าสงสัยของต้อกระจกคือ ตาสู้แสงได้ไม่ดี โดยเฉพาะเวลาขับรถ
เราต้องมั่นดูเเลรักษาสุขภาพตาให้ดีไม่งั้นอาจจะเกิดโรคนี้ได้ การเกิดต้อหิน
จะเกิดจากความดันภายในดวงตาที่สูงกว่าปกติทำให้ดวงตาแข็งเหมือนหิน
เมื่อมองจะเห็นภาพที่อยู่ตรงกลางชัดแต่กลับมองภาพบริเวณรอบๆไม่ได้ ต้อหินมี2ชนิด คือต้อหินมุมปิดและมุมเปิด
ซึ่งเรามักพบต้อหินมุมปิดหรือต้อหินเฉียบพลันในหญิงสูงอายุ
เนื่องจากผู้หญิงมักมีดวงตาเล็กกว่าผู้ชาย
มักมีอาการปวดเมื่อยตามากเวลาที่ใช้สายตามากและมีอาการตาแดงก่อนตามัว
แต่พอได้นอนพักผ่อนอาการต่างๆจะหายไป
เเละสามารถใช้ชีวิตได้ปกติแต่อีกไม่กี่วันก็จะกลับมีอาการใหม่ได้
ในทางตรงกันข้ามต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรัง
พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงมาจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือด
ภาวะสายตาสั้นหรือครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อหิน
ทั้งนี้ต้อหินแบบเรื้อรังอาจเป็นอันตรายมากกว่า เพราะจะไม่แสดงอาการ
ดังนั้นจึงมักตรวจพบได้โดยบังเอิญ
หรือกว่าจะมารักษาก็เป็นมากจนสายเกินแก้และอาจจะรุนแรงได้
เรื่องต่อมาคือการเสื่อมของตาเนื่องจากสูงอายุ
เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น คืออาการเบื้องต้นคือ
มองเห็นภาพรอบๆชัดแต่มองจุดภาพตรงกลางไม่ชัด
ซึ่งเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อชั้นในดวงตาที่อยู่กึ่งกลางของเรตินามีความผิดปกติและ
ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นเอง โรคความดันโลหิตสูง
โคเลสเตอรอลสูง ภาวะน้ำหนักเกินหรือสูบบุหรี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เกิดจากโรคนี้
มีจุดหรือเงาดำในตา ในผู้สูงอายุจะเห็นเป็นจุดหรือเงาดำเล็กๆวิ่งผ่านคล้ายกับมีแมลงหรือยุงบินผ่าน
นั้นคือสาเหตุเกิดจากน้ำวุ้นลูกตาที่อยู่ในตาระหว่างเลนส์กับเรตินาไม่จับตัวแน่
นเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไปตามอายุที่มากขึ้นแม้การมองเห็นจุดดำจะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพตา
แต่ถ้าเห็นจุดดำหรือเงาดำมากขึ้นและการมองเห็นไม่ชัดร่วมด้วยควรจะเข้ามาพบจักษุแพทย์ในทันที
เเละนี้คือโรคทั้งหมดที่เกิดจากดวงตาในผู้สูงอายุซึ่ง ผู้สูงอายุต้องระวังให้ดีในการที่จะเกิดโรคที่เกี่ยวกับดวงตา
เราต้องดูเเลสุขภาพให้เเข็งเเรงอยู่เสมอซึ่งบางครั้งอาจจะต้องดูเเลสุขภาพในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น
เพราะว่าหากดูเเลตัวเองดีเเล้วเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่เเข็งเเรงด้วยดังนั้นเราต้องดูเเลตัวเองให้ดีในทุกส่วนของร่างกาย…

0

4 สูตรช่วยรีดน้ำหนัก ด้วยการคุมอาการ !

การออกกำลังถือว่าเป็นเรื่องดี การคุมอาหารก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการลดน้ำหนักด้วยเช่นกัน
วันนี้เรามี 4 สูตรที่จะช่วยลดน้ำหนักฉบับสาวขี้เกียดออกกำลังกายเพียงแค่คุมอาหาร ทานน้อยแต่อิ่มนาน มีวิธีดังต่อไปนี้ !
1.ใช้ภาชนะที่เล็กลง
เป็นการคุมอาหารขั้นแรก เราควรเลือกถ้วยหรือจานที่เล็กลง จะช่วยให้คุณตักอาหารได้น้อยลงเป็นกลวิธีหลอกสมอง
ที่ง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก หากเราใช้ถ้วยใบใหญ่เราจะตักอาหารในปริมาณที่มาก และอาจเกินความต้องการของร่างกาย
2.ใช้ตะเกียบ
ถึงแม้ว่คนไทยจะชินกับการใช้ช้อนส้อมมากกว่า ลองเปลี่ยนหรือฝึกใช้ตะเกียบให้คล่อง เพราะตะเกียบก็จะบังคับให้คุณ
คีบอาหารได้ไม่เยอะเหมือนตอนใช้ช้อนแน่ ๆ แถมคุณยังโดนบังคับให้กินอาหารช้าลงอีกด้วย แถมยังไม่สามารถตักน้ำแกง
ขึ้นมาซด เพราะว่าส่วนในน้ำแกงนั้นมีโวเดียมในปริมาณมาก ซึ่งมันจะทำให้เราบวมน้ำและอ้วนขึ้นนั้นเอง
3.ใช้จานข้าวสีเข้ม
ทางจิตวิทยาบอกว่าสาวๆจึงควรหลีกเลี่ยงใช้จานสีสันสดใส เพราะจะยิ่งทำให้น้ำย่อยทำงานอยากอาหารมากขึ้นได้
แต่หันมาใช้จานสีเข้มๆ อย่างสีดำ สีน้ำเงิน เพราะจะช่วยทำให้ความอยากอาหารนั้นลดลง
4.อย่าทานหมดจาน
หลังจากทานข้าวหมด ไม่ควรตักเพิ่มทานแต่พออิ่ม ควรจะแบ่งเป็นสัดส่วนไว้กินในมื้อต่อไป
หากยังทานข้าวไม่อิ่มลองหาผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยเพราะจะช่วยให้อิ่มเร็วทานแล้วไม่อ้วน เช่น มะม่วงดิบ แอปเปิ้ล
ชมพู่ ฝรั่ง หรือดื่มน้ำเปล่าตามากๆ ไม่แนะนำให้ทาน ชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวาน นมรสเปรี้ยวเพราะหากกิน
จะยิ่งทำให้อ้วนไปมากกว่าเดิม
นอกจากการควบคุมอาหารแล้ว สาวๆควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง
อย่าลืมทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ด้วยน่ะค่ะ…

0

สาเหตุที่ “วูบ” ขณะออกกำลังกาย

เคยหรือไม่ ? ที่เวลาตั้งใจจะไปออกกำลังกายแล้ว พอออกไปสักพักหนึ่งไม่ว่าจะการวิ่ง ซิทอัพ หรือการออกกำลังกายวิธีใดก็ตามแม้แต่การเต้นแอโรบิก
พอเราทำไปสักพักหนึ่งแล้วจะเริ่มมีอาการหน้ามืด เวียนหัว อยากอาเจียน ระบายลมบ่อยจนต้องนั่งพัก หรือที่เราจะพูดบ่อยๆ ว่าออกกำลังกายแล้วรู้สึกวูบ
รู้หรือไม่ว่ามีปัจจัยหลายอย่างมากๆ ที่ทำให้เราวูบตอนออกกำลังกาย โดยอาการวูบนี้หลักๆ เกิดจากการที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอในช่วงเวลาสั้นๆ
รวมถึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในร่างกายอีกด้วย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการวูบตอนออกกำลังกายมีหลักๆ ดังนี้
1. การพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่าถ้าพักผ่อนน้อยมากจนเกินไปแล้วมาออกกำลังกาย เป็นสาเหตุหลักเลยที่ทำให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ไม่เพียงพอ
และทำให้รู้สึกวูบหน้ามืดเหมือนจะเป็นลมจนต้องนั่งพักสักครู่
2. การใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาโด๊ปพลังหรือเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเมื่อฤทธิ์ของสารในยาหรือเครื่องดื่มชูกำลังหมดฤทธิ์
จะทำให้หมดแรงตรงนั้นทันทีจนเกิดอาการวูบและเพลียหมดแรงจนหลับได้ทันที เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อสมองและการทำงานของหัวใจโดยตรงจึงไม่แปลกนักที่จะวูบหลังหมดฤทธิ์
3. โรคประจำตัว อาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยหลักและปัจจัยที่สำคัญมากๆที่ทำให้เกิดอาการวูบตอนออกกำลังกาย มันถูกต้องที่ว่าการออกกำลังกายทำให้ห่างโรคภัย
แต่ทว่าโรคประจำตัวบางอย่างก็ไม่สามารถฝืนได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โลหิตจาง เป็นต้น ซึ่งคนที่เป็นโรคเหล่านี้อาจไม่ทราบมาก่อนว่าแท้จริง
แล้วคุณสามารถอออกกำลังกายได้แต่ห้ามออกหนักหรือใช้แรงมากเกินไป แนะนำให้ออกไประดับการแอโรบิกระดับเบาๆ หรือถ้าอยากออกกำลังกายจริงๆ
ควรปรึกษากับแพทย์ดูเพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรงขึ้นของเรา…

0

กินไขมันลดอ้วน แต่กินไม่ถูกวิธีอาจยิ่งอ้วน

เทรนด์สุขภาพมาใหม่ในทุกๆ ปี ในช่วง 2-3
ปีที่ผ่านมานี้นอกจากกระแสกินคลีนที่ยังคงฮอตฮิตติดลมบนกันอยู่จนถึงบัดนี้แล้ว
ยังมีอีกกระแสที่แหวกแนวกว่าเพื่อน แถมยังเอาใจคนชอบอาหารมันแผล่บ เพราะมันคือการกินอาหารที่มีไขมัน
แต่ลดความอ้วนได้ หรือที่เรียก คีโตเจนิค นั่นเอง
คีโตเจนิค คืออะไร?
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ อธิบายว่า
อาหารคีโตเจนิค หมายถึง อาหารที่มีไขมันสูง มีโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
เมื่อทานคาร์โบไฮเดรตน้อย แทนที่ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตไปใช้เป็นพลังงานเหมือนปกติ
ร่างกายจึงหันไปดึงพลังงานจากไขมันแทน
กลุ่มอาหารแบบคีโตเจนิคนี้ ถูกคิดค้นโดย นพ. Russell M. Wilder แพทย์อายุร กรรมชาวอเมริกาในปีค.ศ 1924 (พ.ศ.2497)
เริ่มแรก กลุ่มอาหารประเภทนี้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคลมชัก
เพราะส่วนประกอบของอาหารกลุ่มนี้จะทำให้ร่างกายเกิดสารที่เรียกว่า Ketone body ในเลือดสูง (สารที่สร้างในตับ
และส่งผลถึงการใช้พลังงานของสมอง) เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะ Ketosis
ที่จะส่งผลให้เซลล์สมองและสารสื่อประสาทในสมองทำงานได้สมดุล จนช่วยลดอาการชักได้
การกินอาหารคีโตเจนิค จะเน้นการกินเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากนม และพืชที่มีแป้งน้อย ทั้งยังต้องงดข้าว
แป้ง ธัญพืช เผือกมัน ผลไม้ และของหวานทุกชนิดอีกด้วย
คีโตเจนิค วิธีลดความอ้วนแบบใหม่
นอกจากวิธีการทานอาหารคีโตเจนิคจะช่วยบรรเทาอาหารของโรคลมชักได้แล้ว
ยังมีนักโภชนาการนำมาใช้เพื่อการลดความอ้วนอีกด้วย คลินิกโรคอ้วนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า
ที่ทานอาหารคีโตเจนิคแล้วช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะในระยะแรกๆ
การกินอาหารคีโตเจนิคสามารถลดน้ำหนักตัวได้เร็วกว่าวิธีการอื่น เพราะร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตน้อย
ซึ่งเคยเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหลังจาก 1 ปีขึ้นไป จะพบว่าประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัวนั้นไม่ต่างกัน
และมีโอกาสที่น้ำหนักตัวจะเด้งกลับขึ้นมาหรือที่เรียกว่า Yo-Yo Effect (โยโย่เอฟเฟค) ไม่ต่างกัน…