เปลื่ยนความงามที่มาจากธรรมชาติและเคล็ดลับต่างๆจากเรา Blog

0

สาเหตุที่ “วูบ” ขณะออกกำลังกาย

เคยหรือไม่ ? ที่เวลาตั้งใจจะไปออกกำลังกายแล้ว พอออกไปสักพักหนึ่งไม่ว่าจะการวิ่ง ซิทอัพ หรือการออกกำลังกายวิธีใดก็ตามแม้แต่การเต้นแอโรบิก
พอเราทำไปสักพักหนึ่งแล้วจะเริ่มมีอาการหน้ามืด เวียนหัว อยากอาเจียน ระบายลมบ่อยจนต้องนั่งพัก หรือที่เราจะพูดบ่อยๆ ว่าออกกำลังกายแล้วรู้สึกวูบ
รู้หรือไม่ว่ามีปัจจัยหลายอย่างมากๆ ที่ทำให้เราวูบตอนออกกำลังกาย โดยอาการวูบนี้หลักๆ เกิดจากการที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอในช่วงเวลาสั้นๆ
รวมถึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในร่างกายอีกด้วย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการวูบตอนออกกำลังกายมีหลักๆ ดังนี้
1. การพักผ่อนไม่เพียงพอ แน่นอนว่าถ้าพักผ่อนน้อยมากจนเกินไปแล้วมาออกกำลังกาย เป็นสาเหตุหลักเลยที่ทำให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ไม่เพียงพอ
และทำให้รู้สึกวูบหน้ามืดเหมือนจะเป็นลมจนต้องนั่งพักสักครู่
2. การใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาโด๊ปพลังหรือเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเมื่อฤทธิ์ของสารในยาหรือเครื่องดื่มชูกำลังหมดฤทธิ์
จะทำให้หมดแรงตรงนั้นทันทีจนเกิดอาการวูบและเพลียหมดแรงจนหลับได้ทันที เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อสมองและการทำงานของหัวใจโดยตรงจึงไม่แปลกนักที่จะวูบหลังหมดฤทธิ์
3. โรคประจำตัว อาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยหลักและปัจจัยที่สำคัญมากๆที่ทำให้เกิดอาการวูบตอนออกกำลังกาย มันถูกต้องที่ว่าการออกกำลังกายทำให้ห่างโรคภัย
แต่ทว่าโรคประจำตัวบางอย่างก็ไม่สามารถฝืนได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โลหิตจาง เป็นต้น ซึ่งคนที่เป็นโรคเหล่านี้อาจไม่ทราบมาก่อนว่าแท้จริง
แล้วคุณสามารถอออกกำลังกายได้แต่ห้ามออกหนักหรือใช้แรงมากเกินไป แนะนำให้ออกไประดับการแอโรบิกระดับเบาๆ หรือถ้าอยากออกกำลังกายจริงๆ
ควรปรึกษากับแพทย์ดูเพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรงขึ้นของเรา…

0

นอนหลับให้เต็มที่มีผลดีต่อสุขภาพอย่างไรในระยะยาว

เชื่อว่าทุกคนย่อมมีปัญหาเรื่องอดหลับอดนอนกันเป็นธรรมดา
แต่ถ้าหากว่าสามารถนอนหลับให้เต็มที่ได้ก็จะเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพในระยะยาว
ลองมาศึกษากัน

ด้วยกิจกรรมและภาระหน้าที่มากมายได้บีบให้ผู้คนในปัจจุบันนอนกันน้อยลง
นั่นอาจไม่ได้มีผลอะไรมากถ้าหากว่าอดนอนแค่ไม่กี่วัน แต่ถ้าผ่านมานานมากๆ
แล้วยังนอนได้ไม่เต็มที่ ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะลดน้อยลงไป
ซึ่งนี่แหละจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มาเยือน
ขณะที่อารมณ์ก็แปรปรวน ขาดสมาธิทำงานอีกด้วย

ถ้าอย่างนั้นแล้วการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายดีขึ้นได้อย่างไ
ร? แน่นอนว่ามันจะช่วยให้ร่างกายของเราได้ซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ
ปรับฮอร์โมนในร่างกายให้เกิดความสมดุล
ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของเรา

การนอนหลับให้เพียงพอยังจะช่วยเพิ่มกระบวนการในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่า
งกาย, ช่วยให้ระบบย่อยอาหารในร่างกายได้ทำงานอย่างเป็นปกติ,
ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นไปอย่างปกติ,
รักษาระบบประสาทให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่, เผาผลาญไขมัน
ขณะที่ในด้านอารมณ์ก็ยังช่วยให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า
เครียดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

ขณะที่คนที่รักสวยรักงาน การนอนหลับอย่างเพียงพอก็จะส่งผลดีด้วยเช่นกัน
เพราะว่าสารเมลาโทนินที่ถูกผลิตออกมามากที่สุดในขณะที่เรานอนหลับเวลากลาง
คืน จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังของเราจากสารอนุมูลอิสระทั้งหลาย
ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบ หรือเกิดภูมิแพ้ทางผิวหนังได้

เห็นได้ชัดเจนเลยว่าการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนั้นส่งผลดีต่อสุขภาพขนาดไ
หนในระยะยาว แต่ก็ยังมีหลายคนที่อาจมีปัญหาเรื่องการนอนหลับอยู่

ทางที่ดีก็ควรจะจัดการเวลานอนหลับให้เป็นเวลา
ซึ่งการนอนเต็มอิ่มโดยเฉลี่ยสำหรับผู้ใหญ่แล้วก็จะอยู่ที่ราวๆ 7-8 ชั่วโมง
ควรสร้างบรรยากาศในการเข้านอนให้เหมาะสม ปิดไฟให้มืด
เพื่อให้ร่างกายของเรารับรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว ไม่ควรนำสมาร์ทโฟนไปนอนเล่น
เพราะจะทำให้สมาธิของเราจดจ่ออยู่กับมันจนเกินไป
ซึ่งจะรบกวนการนอนหลับเป็นอย่างมาก

ใครที่มีวิธีผ่อนคลายในแบบฉบับของตัวเอง
ก็ควรทำก่อนนอนเพื่อให้สมองปลอดโปร่ง เช่นการฟังเพลงเพราะๆ
หรือว่าการแช่น้ำอุ่นๆ การนอนหลับจะเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น

นี่ก็คือประโยชน์ของการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
คงจะเห็นกันแล้วว่ามันมีความสำคัญต่อสุขภาพของเราขนาดไหน
ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่ายังนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก็ควรต้องรีบปรับตัวกันได้แล้ว
ค่อยเป็นค่อยไปก็ยังถือว่าเป็นเรื่องดี…

0

กินไขมันลดอ้วน แต่กินไม่ถูกวิธีอาจยิ่งอ้วน

เทรนด์สุขภาพมาใหม่ในทุกๆ ปี ในช่วง 2-3
ปีที่ผ่านมานี้นอกจากกระแสกินคลีนที่ยังคงฮอตฮิตติดลมบนกันอยู่จนถึงบัดนี้แล้ว
ยังมีอีกกระแสที่แหวกแนวกว่าเพื่อน แถมยังเอาใจคนชอบอาหารมันแผล่บ เพราะมันคือการกินอาหารที่มีไขมัน
แต่ลดความอ้วนได้ หรือที่เรียก คีโตเจนิค นั่นเอง
คีโตเจนิค คืออะไร?
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ อธิบายว่า
อาหารคีโตเจนิค หมายถึง อาหารที่มีไขมันสูง มีโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
เมื่อทานคาร์โบไฮเดรตน้อย แทนที่ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตไปใช้เป็นพลังงานเหมือนปกติ
ร่างกายจึงหันไปดึงพลังงานจากไขมันแทน
กลุ่มอาหารแบบคีโตเจนิคนี้ ถูกคิดค้นโดย นพ. Russell M. Wilder แพทย์อายุร กรรมชาวอเมริกาในปีค.ศ 1924 (พ.ศ.2497)
เริ่มแรก กลุ่มอาหารประเภทนี้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคลมชัก
เพราะส่วนประกอบของอาหารกลุ่มนี้จะทำให้ร่างกายเกิดสารที่เรียกว่า Ketone body ในเลือดสูง (สารที่สร้างในตับ
และส่งผลถึงการใช้พลังงานของสมอง) เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะ Ketosis
ที่จะส่งผลให้เซลล์สมองและสารสื่อประสาทในสมองทำงานได้สมดุล จนช่วยลดอาการชักได้
การกินอาหารคีโตเจนิค จะเน้นการกินเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากนม และพืชที่มีแป้งน้อย ทั้งยังต้องงดข้าว
แป้ง ธัญพืช เผือกมัน ผลไม้ และของหวานทุกชนิดอีกด้วย
คีโตเจนิค วิธีลดความอ้วนแบบใหม่
นอกจากวิธีการทานอาหารคีโตเจนิคจะช่วยบรรเทาอาหารของโรคลมชักได้แล้ว
ยังมีนักโภชนาการนำมาใช้เพื่อการลดความอ้วนอีกด้วย คลินิกโรคอ้วนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า
ที่ทานอาหารคีโตเจนิคแล้วช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะในระยะแรกๆ
การกินอาหารคีโตเจนิคสามารถลดน้ำหนักตัวได้เร็วกว่าวิธีการอื่น เพราะร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตน้อย
ซึ่งเคยเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหลังจาก 1 ปีขึ้นไป จะพบว่าประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัวนั้นไม่ต่างกัน
และมีโอกาสที่น้ำหนักตัวจะเด้งกลับขึ้นมาหรือที่เรียกว่า Yo-Yo Effect (โยโย่เอฟเฟค) ไม่ต่างกัน…

0

สุขภาพดี ชีวิตยั่งยืน

ในยุคปัจจุบันนี้ มนุษย์เราต้องพบเจอกับสภาวะที่เสี่ยงต่อสุขภาพและโรคภัยมากมาย ทั้งภัยจากมลพิษทางอากาศ
และภัยจากอาหารการกิน ดังนั้นไม่ว่าจะทางไหนที่จะช่วยให้เรารักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีขึ้นได้
เราคงไม่ปฏิเสธ วันนี้บทความจะมาแนะนำถึงการใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้สุขภาพที่ดี
1. หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส คำกล่าวนี้เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์
โดยเขาได้ทำการทดลองให้กลุ่มอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งดูหนังตลกและพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้
จะมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลอดเลือดหัวใจขยายมากกว่าปกติ
และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นถึง 24%
2.ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยอาจเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทะเล เป็นพิเศษ
เพราะอาหารประเภทนี้มีโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยปกป้องสมอง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
3.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า อาหารมื้อเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญ นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่ายแล้ว
ยังควบคุมปริมาณอาหารในมื้อเย็นให้น้อยลงได้อีกด้วย
4.รู้ปริมาณการกิน หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนัก หรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน
ควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย
จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันทำให้เกิดการอ้วนสะสม
5.รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว
การคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน จึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย นั่นคืออายุ รูปร่าง
ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวมของตัวเอง
6.การสะสมของคราบแบคทีเรียและคราบพลัคภายในช่องปากของเรา
สามารถกลายร่างเป็นมะเร็งสมองและมะเร็งลำคอได้ด้วย โดยการศึกษาของสถาบันวิจัยโรคมะเร็ง Roswell
Park รัฐนิวยอร์ก พบว่า คนที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรังมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสมอง
และมะเร็งลำคอเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยไม่จำเป็นว่าผู้ป่วยจะมีประวัติสูบบุหรี่มาก่อนหรือไม่
7.รู้ส่วนประกอบในอาหาร เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว ควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร
ให้พิจารณาว่ากินแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ อย่างเช่น ข้าวผัดสับปะรด 1 จาน ประกอบด้วย ข้าว
เนื้อกุ้ง หอมใหญ่ พริกหวาน หมูหยอง และผักชีโรย แน่นอนว่าต้องมีซอสปรุงรสและผงกะหรี่ด้วย
พอกินเข้าไปก็จะรู้ว่าจะได้สารอาหารใดบ้าง และสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย จะได้หลีกเลีี่ยงนั่นเอง
8.กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ
ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม…

0

เทคนิคการลดน้ำหนักให้มีคุณภาพ

การลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ใครหลายคนฝันถึงโดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักเยอะมีรูปร่างที่อ้วน
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แค่คิดนั้นถือเป็นสิ่งที่ดีแล้วแต่หลายๆคนยังคงเข้าใจเกี่ยวกับการลดน้ำหนักในทางที่ผิดอยู่
คือต้องอดอาหารอย่างเดียว และตั้งใจก้มหน้าก้มตาออกกำลังกายแต่การอดอาหารนั้นเป็นวิธีที่ผิดมหันต์
แม้ว่าน้ำหนักตัวของคุณจะลดลงเร็วจริงแต่มันส่งผลเสียอย่างมากและไม่ยั่งยืน
ทำให้มีโอกาสสูงที่จะกลับมาโยโย่หรืออ้วนอีกครั้งหากว่ากลับมากินอาหารเหมือนเดิม
วันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคการลดน้ำหนักให้ถูกวิธีว่าควรทำอย่างไรบ้าง
ก่อนอื่นสำหรับผู้ที่ลดน้ำหนักต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า
เราต้องการเอาไขมันออกจากร่างกาย ไม่ใช่เอามวลกล้ามเนื้อออกไป
ซึ่งคำแนะนำที่เราจะพูดถึงนั้นไม่ได้ยากอะไรดังนี้
1.ควรกลับมากินอาหารเช้า
อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุด
เพราะร่างกายของเขานั้นต้องการพลังงานไปเลี้ยงสมองอย่างเต็มที่
ซึ่งจะช่วยให้ระบบการผลาญทำงานได้ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ยอมทานอาหาร
เช้า รู้แบบนี้ควรเปลื่ยนพฤติกรรมการกินเสียใหม่
2.ดื่มน้ำเยอะ
น้ำเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ ถือเป็นวิธีง่ายๆที่ใครๆก็สามารถทำได้
เพียงแค่คุณดื่นน้ำเปล่าให้ได้วันล่ะ 2-3 ลิตร
จะช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร พร้อมทั้งยังช่วยชำระล้างสารตกค้าง
คนที่ตัวบวมเพราะโซเดียม การท่านนั้นช่วยได้จริงๆ
3.กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ 3 มื้อ
ห้ามอดอาหารเด็ดขาดข้อดีควรจำให้ขึ้นใจ
และให้เลือกกินอาหารดีๆ ทางอาหารให้ครบ 5
หมู่คืออีกหนึ่งข้อที่จำเป็นสุดๆ ในช่วงที่คุณลดน้ำหนัก
มื้อเช้าทานข้าวเป็นหลักเพราะต้องใข้พลังงาน
ส่วนกลางวันลดลงมาบ้าง ส่วนมือเย็นทานนิดหน่อย เน้นผักผลไม้แทน
เพราะในยามที่เรานอนนั้นร่างกายไม่ได้ใช้พลังงานอยู่แล้ว
4.ออกกำลังกายให้ถูกวิธี
หลายคนเข้าใจผิดตะบี้ตะบันออกกำลังกายอย่างหนักแต่รู้หรือไม่การใช้แรงมากๆ
ร่างกายนั้นใช้พลังงานจากไขมันสะสมไปเพียงแค่ 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักคือการวิ่งช้าๆ หรือเดิน
วันล่ะประมาณ 30 นาที เพราะร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันมาใช้
และยังทำให้มวลกล้ามเนื้อของเราไม่สลายไปด้วย
5.ใจเย็นๆค่อยๆเป็นค่อยไป
การลดน้ำหนักนั้นไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบอะไร
ควรคุมอาหารอย่างใจเย็นเลือกกินแต่อาหารดีๆที่มีประโยชน์ ลดของมัน, ของทอด และน้ำตาล
ที่สำคัญอย่างเครียดและต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
เพียงเท่านี้รับรองว่าท่านจะลดน้ำหนักได้อย่างมีคุณภาพและไม่กลับมาโยโย่อีกครั้งอย่างแน่นอน…

0

ออกกำลังกายอย่างไรให้สมกับวัย ไม่หักโหมเกินและเหมาะสมที่สุด

การออกกำลังกายถือว่าเป็นยาวิเศษสำหรับมนุษย์ทุกคนมาทุกยุคทุกสมัย
แต่การออกกำลังกายนั้นก็จำเป็นที่จะต้องเลือกให้สมกับวัยของเราด้วย
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และไม่ส่งผลเสียกับตัวเราเอง
ในวัยเด็กนั้น ด้วยความที่เป็นวัยกำลังซนจึงไม่ต้องจำกัดอะไรมากกับการออกกำลังกาย
แต่อย่าไปเน้นที่การออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อก็พอเพราะคนในวัยนี้ยังไม่เหมาะที่จะไปทำอะไรแบบนั้น
ให้เน้นไปที่การออกกำลังกายที่ได้เคลื่อนไหวมากๆ การเล่นกีฬาชนิดต่างๆก็เลือกเอาตามความชอบได้ตามสบาย
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการออกกำลังกายนั้นจะต้องทำให้เด็กรู้สึกสนุกไปด้วยเพราะจะได้มีความต้องการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
ขอให้มีการวอร์มร่างกายให้ถูกต้องเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อก็พอแล้ว
สำหรับในวัยที่โตขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือวัยกลางคน
เราสามารถที่จะเพิ่มการออกกำลังกายแบบเน้นสร้างกล้ามเนื้อเข้าไปได้ด้วย
โดยการยกเวทนั้นควรจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาอยู่ข้างๆ
เพราะถ้าทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา บางครั้งก็อาจส่งผลถึงอาการบาดเจ็บหนักได้เลย
ชนิดกีฬานั้นก็สามารถเลือกเอาได้เลยตามอิสระเป็นการเลือกตามความชอบของแต่ละคน
แต่ถ้าหากว่าไม่ใช่นักกีฬาอาชีพก็อย่าเล่นกันจริงจังหักโหมเกิน
เพราะถ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาก็ไม่คุ้มกัน เล่นเอาแต่พอดีๆให้เสริมสร้างสุขภาพก็พอแล้ว
เมื่อโตขึ้นมาอีกไปจนถึงวัยที่เรียกได้ว่าชรา
การออกกำลังกายก็ไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้ามแต่อย่างใด
แต่มันจะต้องมีการควบคุมให้ถูกต้องเหมาะสม และควรมีคนคอยดูแลอยู่ข้างๆ ด้วย
เผื่อที่ว่าอาจเกิดหน้ามืดเป็นลมขึ้นมา
การออกกำลังกายของคนวัยนี้ควรงดเว้นกีฬาประเภทที่ต้องเคลื่อนไหวเยอะและเสี่ยงต่อการปะทะ
อย่างเช่น ฟุตบอล, บาสเกตบอล ฯลฯ ให้มาเล่นกีฬาอย่าง
แบดมินตัน, ปิงปอง ฯลฯ แทนจะดีกว่ามาก เพราะนอกจากจะสามารถเล่นได้เรื่อยๆ
จนกว่าจะเหนื่อยแล้ว ยังมีความเสี่ยงน้อยมากที่จะบาดเจ็บ
ถ้าหากว่าก่อนเล่นมีการวอร์มอัพอย่างถูกต้องแล้ว
การเดินตามสวนสาธารณะก็เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสม
ทำอย่างไรก็ได้ให้ร่างกายได้ออกแรง
เพียงเท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับคนในวัยนี้
ทั้งหมดนี้ก็คือการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้คนในแต่ละวัย
กุญแจสำคัญก็คืออย่าได้หักโหมทำอะไรเกินตัว
ไม่อย่างนั้นการออกกำลังกายจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี
สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการออกกำลังกายกันไปตลอด!…

0

กินอย่างไรให้ผอม

ร่างกายคนเรามักเกิดการสะสมของไขมันได้ง่ายหลังอายุขึ้นเลข 3 โดยเฉพาะในผู้หญิงจะพบได้มากกว่าผู้ชาย
ตรงบริเวณส่วนต้นขา สะโพก ต้นแขน เนื่องจากหลายสาเหตุเกี่ยวโยงกัน ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนกระทั่งนอนหลับ
“ร่างกาย ของคนเราและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนต้องพึ่งพาแสงแดด และแสงจันทร์ในการดำรงชีวิต เห็นชัดๆ
จากระบบการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะทำงานตั้งแต่เช้า หากตื่นได้ก่อน 6 โมงเช้า แล้วออกกำลังกายเบาๆ
สักครึ่งชั่วโมง ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีส่วนกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายจะทำงานได้ ดี
และยากที่จะเกิดการสะสมของไขมันที่กินเข้าไป” พญ.มนวรัตน์ พ่อค้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย คลินิกฮาร์โมนี อธิบาย
ส่วนคนที่ตื่นสายเป็นประจำก็ดูกันไม่ยาก มักมีร่างกายเจ้าเนื้อ เพราะฮอร์โมนดังกล่าวทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร
กินเท่าไหร่ก็สะสม ระหว่างวันก็ไม่ค่อยพร้อมที่จะทำกิจกรรมอะไรมากนัก ง่วงนอนง่าย หิวบ่อย
ขณะที่คนไหนใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบกินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ร่างกายจะตื่นตัวในการใช้ชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ดูแลเลย
ฉะนั้น การปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้ทำงานมีประสิทธิภาพ นอกจากตื่นเช้าแล้ว ช่วง 7-8
โมงเช้าก็ควรรับประทานอาหารมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด
เนื่องจากจะส่งผลถึงสมองให้ทำงานสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
โดยมื้อหลังเที่ยงไปแล้วก็ให้เลี่ยงเมนูแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต แต่เลือกกินโปรตีนเบาๆ แทน
จากนั้นมื้อเย็นก็เลือกกินผักผลไม้เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายคล่องในตอนเช้า
“คนส่วนใหญ่มักเน้นมื้อเย็นให้หนัก เพื่อให้รางวัลชีวิตหลังเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน แต่ไม่ออกกำลังกายเลย
แถมถามหมอว่า ทำอย่างไรดีจึงจะผอม? คำถามนี้หมอว่า คนที่ถามน่าจะรู้พฤติกรรมการกินอยู่ของตัวเองดีที่สุดว่า
มีการใส่ใจหรือถูกละเลยอย่างไรจึงเกิดผลเช่นนั้น เพราะถ้าเพียงถามแต่ไม่ลงมือทำ อีก 10
ปีก็มีแต่จะน้ำหนักเพิ่มแน่ๆ” คุณหมอกล่าว
อาหารเป็นปัจจัยทำให้อ้วนได้ 70-80% การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญพลังงานที่กินเข้าไปได้แค่ 20% เท่านั้น
วิธีที่กินแล้วไม่อ้วน ผู้ กินก็ต้องจัดสรรเรื่องเวลาให้เหมาะสม ด้วยการทิ้งช่วงห่างกับการนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง
เพื่อให้ลำไส้มีเวลาพอที่จะย่อยอาหารได้เสร็จสมบูรณ์และนอนหลับสนิท ไม่ปวดท้องจากการกินมากจนนอนไม่ได้
มื้อเย็นควรกินให้เสร็จก่อน 6 โมงเย็น เพราะขณะที่นอนหลับลำไส้ของเราจะหยุดทำงานไปด้วย
คนไหนกินก่อนนอนปริมาณมากๆ ร่างกายจะย่อยไม่ทันและเกิดการหมัก
สุดท้ายร่างกายก็ดูดซึมกากอาหารเหล่านั้นกลับเข้ามาหมุนเวียนในร่างกาย
จนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเรื่องการอุดตันอวัยวะต่างๆ ตามมาในอนาคต
การนอนที่จะได้ประโยชน์นั้น ควรเว้นห่างจากมื้อเย็นไปแล้ว เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ได้พักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยปิดแสงไฟอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ให้หมด
เพื่อให้เกิดความมืดและสมองสั่งการให้ร่างกายหลับ ซึ่งเวลาที่เหมาะสมควรเป็นช่วงก่อน 4 ทุ่ม
เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมร่างกาย
คงความเยาว์วัยอยู่กับเรานานๆ
“การนอนทำให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้ดีที่สุด
หมออยากให้ทุกคนหันมาตระหนักเรื่องการใส่ใจสุขภาพให้ มากขึ้น ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ ลองตื่นเช้าดู นอนเร็ว
ไม่กินดึก เชื่อว่าน้ำหนักของหลายคนที่ทำตามต้องลดแน่ๆ โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริม หรือคอร์สลดน้ำหนัก
ซึ่งระยะยาวหากเจ้าตัวไม่ได้คิดจะปรับพฤติกรรมของตัวเองก็จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิม”
คำแนะนำจากแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย…

0

อ่อนเพลียแก้ปัญหาอย่างไรดี

หากคุณมีอาการอ่อนเพลียเป็นพัก ๆ หรือมักจะเหนื่อยล้าเป็นช่วง ๆ จนเริ่มจะสงสัยตัวเองอยู่เบา ๆ
ว่าความอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ดูไร้ซึ่งแรงบันดาลใจจะทำอะไรต่อมิอะไรของเราเป็นเพราะความขี้เกียจส่วนตัว
หรือจริง ๆ แล้วร่างกายเราซ่อนโรคอะไรอยู่หรือเปล่า งั้นเอาเป็นว่ามาเช็กความแตกต่างกันให้รู้แจ้งเห็นจริง
วิธีลดอาการอ่อนเพลีย
1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่หากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงทำให้รู้สึกเหนื่อยล้ามาก อาจออกกำลังกายเบา
ๆ ด้วยการเดินระยะสั้น
2.รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและรับประทานอย่างพอเหมาะ
โดยไม่ควรข้ามมื้ออาหารโดยเฉพาะมื้อเช้า
3.ดื่มน้ำอย่างพอเหมาะ ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากเกิดปัญหาทางอารมณ์ ควรเผชิญหน้าและแก้ไข้ปัญหา ไม่ควรเพิกเฉยและหนี
ปัญหา อาจปรึกษาคนใกล้ชิดเพื่อขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหา
4.หาทางจัดการกับความเครียดและทำงานในปริมาณที่เหมาะสม
5.หาเวลาว่างทำกิจกรรมเพื่อให้ผ่อนคลาย เช่น การเล่นโยคะ
6.หลีกเลี่ยงการบริโถคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด
สำหรับคนที่มีอาการอ่อนเพลีย คล้ายจะรู้สึอ่อนเพลียเรื้อรัง คือรู้สึกอ่อนล้าหมดแรงตลอดเวลา
เป็นแบบนี้มาประมาณ 1-3 เดือน อาจเป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจร่วมกัน
เป็นได้ว่าอาจเกิดจากความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการในด้านลบออกมาดังนี้
– รู้สึกหมดกำลังใจจะทำอะไร
– เครียดจนนอนไม่หลับเลยรู้สึกนอนไม่พออยู่ตลอดเวลา
หรือบางคนอาจมีอาการนอนหลับเต็มอิ่มแต่รู้สึกเหมือนไม่ได้นอน
– มีอาการท้องอืดบ่อย ๆ หรือรู้สึกหิวตลอดเวลา หรือบางเคสอาจไม่รู้สึกอยากกินอะไรเลยก็เป็นได้…

0

5 สารอาหารบำรุงสายตา คืนสุขภาพดีให้ดวงตาของคุณ

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องของสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตากันบ้างแล้ว
โดยเฉพาะ วิตามินเอ อาจเป็นชื่อที่คุณคุ้นเคยมากที่สุด แต่จริงๆ
แล้วยังมีสารอาหารชนิดอื่นที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาของคุณ
เราลองมาทำความรู้จักกัน
1. วิตามินเอ : ช่วยในการทำงานของจอประสาทตา
ช่วยการมองเห็นเวลากลางคืนให้ดีขึ้น
2. วิตามินบี : มีการศึกษาพบว่าวิตามินบี 1 และ บี 12
มีบทบาทสำคัญในการชะลอการเกิดต้อกระจกให้กับมนุษย์ พบมากใน ตับ ไข่ เนื้อสัตว์ นมสด
3. วิตามินซี : คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)
ช่วยชะลอความแก่ของร่างกายด้วย และช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้
ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก คือ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะขามป้อม กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่เป็นต้น
4. วิตามินอี : ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอประสาทตาของมนุษย์
จากการศึกษาพบว่ามีบทบาทช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก มักพบในธัญพืช น้ำมัน
น้ำมันดอกคำฝอย ถั่วเหลือง ข้าวโพด
5. เบต้าแคโรทีน : สารตั้งต้นของวิตามินเอ มีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยในการมองเห็นในตอนกลางคืน พบมากในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม เช่น
มะละกอ แครอท ข้าวโพดอ่อน ผักบุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น
เมื่อได้รู้จักสารอาหารที่มีประโยชน์กันแล้ว เราลองมาดูอาหาร 5
ชนิดที่ช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพกันดีกว่า
1. ผักใบเขียว : อุดมไปด้วย Lutein และ Zeaxanthin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
จากการศึกษาพบว่าช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตาและการเกิดต้อกระจก
2. ไข่ : ไข่แดงเป็นแหล่งของ Lutein และ Zeaxanthin รวมไปถึง Zinc ด้วย
ทั้งหมดนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการเสื่อมของจอประสาทตา
3. ผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่ : ผลไม้เหล่านี้เป็นแหล่งของวิตามินซี
ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความเสื่อมของจอประสาทตาและลดการเกิดต้อกระจกได้
4. อัลมอนด์ : อุดมไปด้วยวิตามินอี
ซึ่งผลการวิจัยพบว่าช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา แค่ทานวันละหนึ่งฝ่ามือ
ก็ได้รับวิตามินอีถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวันแล้ว
5. ปลาที่มีไขมันสูง : ไม่ว่าจะเป็น ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน, ปลาแมคเคอเรล,
ปลาแอนโชวี่ รวมไปถึงปลาเทราต์ อุดมไปด้วย DHA
ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้มากในเรตินา ช่วยให้ห่างไกลโรคตาแห้ง…

0

การดูแลรักษาสุขภาพฟัน เรื่องง่ายๆ ที่ใครหลายคนอาจมองข้าม

เชื่อว่าทุกคนคงจะแปรงฟันกันทุกวันอยู่แล้ว
แต่อันที่จริงการดูแลรักษาสุขภาพฟันมันมีอะไรที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก
ลองมาศึกษากันเลยในเรื่องง่ายๆ ที่ใครหลายคนอาจมองข้าม

ฟันของคนเรานั้นมีการใช้งานที่ค่อนข้างหนักในแต่ละวัน
เพราะมันจะถูกใช้บดเคี้ยวอาหารอย่างหนัก แน่นอนว่ามันย่อมต้องมีคราบสกปรก
หรือมีการสึกหรอกันไปบ้างอยู่แล้ว นี่คือเรื่องจำเป็นที่ทำให้เราต้องดูแลสุขภาพฟัน
รวมไปถึงสุขภาพเหงือกกันให้ดี

ถ้าหากว่าเราปล่อยปละละเลย เราจะมีปัญหาเรื่องต่างๆ ในช่องปากอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นคราบหินปูน, ฟันผุ หรือว่าเหงือกอักเสบ มันอาจจะนำไปสู่โรคอื่นๆ
ได้อีกด้วย
นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เราต้องใส่ใจกับสุขภาพในช่องปากของเรามากเป็นพิเศษ
ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ยากหรือวุ่นวายอะไรเลย

เริ่มแรกก็คือสิ่งที่ทุกคนทำกันอยู่แล้ว นั่นก็คือการแปรงฟัน
จะให้ดีก็ควรแปรงอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หรือถ้าใครที่รักความสะอาดหน่อย
จะแปรงหลังรับประทานอาหารมื้อเที่ยงด้วยก็ยังได้
มันจะช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียต่างๆ ที่มาจากคราบอาหาร
ซึ่งนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เราฟันผุและเป็นโรคเหงือก

สำหรับแปรงสีฟันให้เน้นแปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม
เพราะจะช่วยถนอมเหงือกของเราไม่ให้บอบช้ำ
ขณะที่ยาสีฟันก็ควรใช้ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ด้วย
นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ไหมขัดฟันเพื่อรักษาความสะอาดในส่วนที่แปรงสีฟันไ
ปไม่ถึงได้ด้วยเช่นกัน
ขณะที่การทำความสะอาดลิ้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้สุขอนามัยในช่องปากของเราดีขึ้น
อีกทั้งยังช่วยลดกลิ่นปากได้อีกด้วย

การดูแลสุขภาพฟันนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่แม้ว่าเรามั่นใจว่าดูแลดีแล้ว
แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะมีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นได้
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะพบทันตแพทย์เมื่อใดก็ตามที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
เช่นมีกลิ่นปากหนักขึ้นเรื่อยๆ
เพราะบางทีมันอาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเรากำลังมีปัญหาอะไรอยู่ก็ได้
ขณะที่การขูดหินปูนก็ควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง
เพื่อให้สุขภาพในช่องปากของเราดีขึ้น

นี่แหละคือการดูแลรักษาสุขภาพฟัน เห็นได้ชัดเลยว่ามันเป็นเรื่องที่ง่ายเอามากๆ
แต่บางครั้งเราก็อาจที่จะมองข้ามมันไป นั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย
มาปรับวิธีคิดในการดูแลสุขภาพฟันกันใหม่
เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้ไม่มีปัญหาในช่องปาก หรือถ้าจะมีจริงๆ
อย่างน้อยก็เตรียมรับมือกับปัญหาได้ทันเวลา…